ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) เป็นศาลระหว่างประเทศที่เพิ่งมีการสถาปนาอย่างเป็นทางการที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ใน พ.ศ.2541 และเปิดทำการเป็นทางการใน พ.ศ.2545 ซึ่งมีที่ทำการอยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นโดยประสงค์จะให้เป็นส่วนเสริมของระบบยุติธรรมที่แต่ละประเทศมีอยู่ จึงมีเขตอำนาจเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขเท่านั้น เช่น เมื่อศาลระดับประเทศไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแล้ว หรือเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือรัฐหนึ่งๆ เสนอคดีมาให้พิจารณา ศาลนี้เริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2545 อันเป็นวันที่ธรรมนูญ กรุงโรมเริ่มใช้บังคับ ธรรมนูญดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาพหุภาคีซึ่งวางรากฐานและกำหนดการบริหารจัดการของศาล รัฐที่เข้าเป็นภาคีแห่งธรรมนูญจะนับเป็นรัฐสมาชิกของศาล ปัจจุบัน มีรัฐภาคี 123 รัฐ โดยประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ แคนาดา ญี่ปุ่น เป็นรัฐสมาชิกยอมรับเขตอำนาจขอศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่บรรดาประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และตุรกี ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศนี้นะครับ
ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีเขตอำนาจดำเนินคดีบุคคลผู้กระทำความผิดอาญาระหว่างประเทศอยู่ 4 ฐาน คือ
1) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) คือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเชื้อชาติ กลุ่มชนในชาติ หรือกลุ่มชนทางศาสนาทั้งกลุ่มหรือส่วนใหญ่ เป็นต้นว่า ฆ่าสมาชิกของกลุ่ม กระทำให้สมาชิกของกลุ่มถึงแก่พิกลพิการอย่างหนักทางกายภาพหรือจิตภาวะ กระทำโดยไตร่ตรองหรือโดยคาดการณ์ไว้แล้วเพื่อให้เกิดแก่หรือนำพามาสู่สมาชิกของกลุ่มซึ่งทุกขเวทนาในสภาพความเป็นอยู่ กระทำโดยมาตรการใดๆ เพื่อกันมิให้มีการถือกำเนิดของทารกภายในกลุ่ม หรือใช้กำลังนำพาผู้เยาว์ในกลุ่มไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง
2) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crime against humanity) คือเป็นเหตุการณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐ หรือเป็นส่วนหนึ่งของความโหดร้ายป่าเถื่อนที่กระทำเป็นวงกว้าง แล้วรัฐเพิกเฉยหรือไม่เอาโทษ ความผิดอาญา อย่างเช่น อาชญากรรมสงคราม, การสังหารหมู่, การลดความเป็นมนุษย์, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, การกวาดล้างชาติพันธุ์, การเนรเทศ, การทดลองมนุษย์โดยผิดจรรยาบรรณ, วิสามัญฆาตกรรม, การประหารแบบรวบรัด, การใช้อาวุธทำลายล้างสูง, การก่อการร้ายของรัฐ, การก่อการร้ายที่รัฐสนับสนุน, การสังหารหมู่, การลักพา, การบังคับให้บุคคลสูญหาย, การใช้เด็กทางทหาร, การกักกัน, การเอาคนลงเป็นทาส, การกินเนื้อมนุษย์, การทรมาน, การข่มขืนกระทำชำเรา, การเบียดเบียนทางการเมือง, การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเชื้อชาติ, และการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำอย่างเป็นระบบหรือเป็นวงกว้าง
3) อาชญากรรมสงคราม (war crime) คือ การกระทำอันฝ่าฝืนกฎหมายสงครามอย่างร้ายแรง ทำให้ผู้กระทำต้องรับผิดทางอาญาเป็นการเฉพาะตัว เช่น การฆ่าพลเรือนหรือนักโทษโดยเจตนา, การทรมาน, การทำลายทรัพย์สินพลเรือน, การจับเป็นตัวประกัน, การล่อลวง, การข่มขืนกระทำชำเรา, การใช้เด็กทางทหาร, การปล้นทรัพย์, การไม่ไว้ชีวิต, และการละเมิดอย่างร้ายแรงซึ่งหลักการแยกแยะและหลักความได้สัดส่วน เป็นต้นว่า การทำลายประชากรพลเรือนด้วยระเบิดยุทธศาสตร์
4) อาชญากรรมอันเป็นการรุกราน คือ การรุกรานประเทศเอกราชอื่นๆ เพื่อการยึดครองนั่นเอง
ปัจจุบัน สำนักงานอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศได้เปิดการสืบสวนแล้ว 10 คดี และกำลังไต่สวนเบื้องต้นอีก 11 คดี มีบุคคล 44 คน ถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งรวมถึง โจเซฟ โคนี หัวหน้ากบฏในประเทศยูกันดา, อุมัร อัลบะชีร ประธานาธิบดีแห่งประเทศซูดาน, อูฮูรู เกนยัตตา ประธานาธิบดีแห่งประเทศเคนยา, มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำประเทศลิเบีย, โลร็อง บากโบ ประธานาธิบดีแห่งประเทศโกตดิวัวร์ และ ชอง ปิแอร์เบมบา รองประธานาธิบดีแห่งประเทศคองโก
ในวันเสาร์ที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมานี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ออกหมายจับ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ในฐานะอาชญากรสงครามกรณีสั่งการรุนรานประเทศยูเครน โดยเฉพาะกรณีสั่งการให้พาตัวเด็กในยูเครนไปยังประเทศรัสเซียอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลยังออกหมายจับ นางมาเรีย โลววา–เบโลวา กรรมาธิการสิทธิเด็กประจำสำนักงานประธานาธิบดีรัสเซีย ด้วยข้อหาเดียวกัน หมายจับดังกล่าวถูกประกาศเกือบจะทันทีหลังจากผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติระบุว่า การบังคับย้ายและเนรเทศเด็กยูเครนไปยังพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
ยูเครนกล่าวหารัสเซียว่า ได้ดำเนินการกวาดต้อนเด็กยูเครนไปรับเลี้ยงในรัสเซียอย่างผิดกฎหมายหลายพันคน ขณะที่เมื่อต้นปีมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยด้านมนุษยธรรมแห่งมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐอเมริกาว่า มีเด็กชาวยูเครนอย่างน้อย 6,000 ราย อายุน้อยที่สุดคือ 4 เดือน ถูกทหารรัสเซียนำตัวไปยังค่ายปรับทัศนคติ 43 แห่งทั่วรัสเซีย
เรื่องเอาเด็กจากพ่อแม่ไปเลี้ยงเพื่อปรับทัศนคตินี่ฝรั่งเขาถือมากนะครับ อย่างกรณีในอาร์เจนตินาช่วงระหว่าง พ.ศ.2519-2526 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาได้ปราบปรามโดยจับฝ่ายต่อต้านไปทรมานและฆ่านับหมื่นคนและยังเอาทารกของผู้หญิงที่ถูกกักขังไว้ในค่ายกักกัน จะถูกพรากจากแม่และนำไปยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวนายทหาร คาดกันว่าจำนวนทารกเหล่านี้มีถึง 500 คน แบบนี้ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทีเดียวนะครับ
นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่ศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับประธานาธิบดีปูติน ทั้งๆ ที่ไม่มีทางที่จะทำอะไรปูตินได้เนื่องจากรัสเซียไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศมาตั้งแต่ต้นแล้ว
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

