‘ยูเอ็น’ เผย 26% ของโลกขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ปชช.เกือบครึ่งมีสุขอนามัยที่ไม่ดี
รายงานฉบับใหม่ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ก่อนหน้าที่ยูเอ็นจะจัดการประชุมครั้งสำคัญด้วยเรื่องทรัพยากรน้ำ ปี 2023 เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี ระบุว่า 26% ของประชากรโลกไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มที่สะอาดได้ ขณะที่มีคนจำนวน 46% หรือเกือบครี่งโลกขาดแคลนสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน
รายงานพัฒนาการเรื่องน้ำของยูเอ็นประจำปี 2023 ถ่ายทอดภาพความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของผู้คน โดยรายงานระบุว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมามียอดการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทั่วโลกราว 1% ต่อปีและคาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันนี้ไปจนถึงปี 2050 เนื่องจากปัจจัยผสมผสานจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ และรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไป
ริชาร์ด คอนเนอร์ บรรณาธิการบริหารของรายงานฉบับนี้กล่าวเสริมในงานแถลงข่าวว่า การเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้น้ำที่แท้จริงปรากฏที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและระบบเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่
อย่างไรก็ดี รายงานกลับชี้ว่า การขาดแคลนน้ำตามฤดูกาลจะเพิ่มขึ้นในภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน อาทิ แถบแอฟริกากลาง เอเชียตะวันออก และบางพื้นที่ของอเมริกาใต้ ขณะที่ปัญหาดังกล่าวจะแย่ลงในภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่นในพื้นที่ตะวันออกกลาง และทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา เนื่องจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งพื้นที่ต่างๆ ของโลกจะประสบปัญหาน้ำท่วมเพิ่มขึ้นหลายเท่า และคาดว่าจะเกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนจัดที่รุนแรงมากขึ้นและเกิดขึ้นถี่ในหลายภูมิภาคของโลก อย่างไรก็ดี รายงานยังระบุด้วยว่าแนวโน้มภัยแล้งมีความยากมากขึ้นที่จะกำหนดได้
รายงานยังชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 10% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่มีปัญหาอย่างหนักหรือประสบวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำ และผู้คนมากถึง 3.5 พันล้านคนต้องใช้ชีวิตภายใต้สภาวะความเครียดจากปัญหาดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งเดือนต่อปี
สำหรับประเด็นปัญหามลพิษทางน้ำ คอนเนอร์กล่าวว่าต้นตอที่สำคัญคือแหล่งน้ำเสียที่ไม่ได้รับการบำบัด “80% ของน้ำเสียทั่วโลกถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติโดยปราศจากการบำบัด” คอนเนอร์กล่าว ขณะที่ในประเทศกำลังพัฒนาหลายพื้นที่มีเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวสูงถึง 99%
คอนเนอร์กล่าวด้วยว่า ค่าใช้จ่ายในการบรรลุเป้าหมายของยูเอ็นในการรับประกันว่าประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัยภายในปี 2030 นั้นอยู่ในช่วง 6 แสนล้าน ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนึ่งสิ่งที่สำคัญเช่นกัน คือการสร้างความร่วมมือกับนักลงทุน รัฐบาล และชุมชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินจะถูกนำไปลงทุนในวิธีต่างๆ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและจัดหาน้ำดื่มให้กับผู้คนหลายล้านคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
ส่วนการประชุมเรื่องน้ำครั้งสำคัญของยูเอ็น ที่มีสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ และเอมอมาลี ราห์มอน ประธานาธิบดีทาจิกิสถาน ร่วมเป็นประธานการประชุม จะเริ่มต้นในช่วงเช้าวันที่ 22 มีนาคม และจะดำเนินการหารือเรื่องระบบนิเวศทางน้ำและการจัดการเพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นเวลา 3 วัน

