‘หม่า อิงจิ่ว’ อดีต ปธน.ไต้หวัน เยือนจีนครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี หวังฟื้นฟูบรรยากาศช่องแคบ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม หม่า อิงจิ่ว อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน ได้เดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ทศวรรษที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างประธานาธิบดี ซึ่งรวมถึงอดีตผู้นำไทเปได้ข้ามช่องแคบไต้หวันไปยังจีน
หน่วยงานของหม่ากล่าวว่า เขาไม่มีกำหนดการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างเป็นทางการใดๆ และจะให้ความสำคัญไปกับการไหว้บรรพบุรุษ รวมถึงการสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน
ด้านหม่ากล่าวที่สนามบินว่า ผมหวังที่จะฟื้นฟูบรรยากาศในช่องแคบไต้หวันให้ดีขึ้น ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ที่ตื่นตัวของคนหนุ่มสาว เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น

การเยือนจีนของหม่า ซึ่งเป็นแกนนำอาวุโสของพรรคก๊กมินตั๋ง (เคเอ็มที) ที่เป็นฝ่ายค้านของไต้หวันครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศฮอนดูรัสประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน และหันไปสวามิภักดิ์กับจีน
ขณะที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) ของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ของไต้หวัน ได้กล่าวหาหม่าว่าสนับสนุนนโยบายจีนเดียวของรัฐบาลปักกิ่ง
“พวกเราควรมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แต่มันเป็นเรื่องน่าเสียใจที่เคเอ็มทีกลับยืนข้างเดียวกับฝ่ายคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่อดีตประธานาธิบดีหม่า เพิกเฉยแรงคัดค้านของสาธารณชนต่อการเยือนจีนในขณะนี้” พรรคดีพีพีกล่าว
สอดคล้องกับสถานการณ์ในไต้หวันเมื่อวันจันทร์ (27 มี.ค.) ที่มีผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน ในกรุงไทเป โดยกล่าวว่าหม่า “ทรยศต่อไต้หวัน” ด้วยการเดินทางไปจีน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว และกันผู้ประท้วงออกไปยังพื้นที่นอกอาคารสนามบินหลักหลังจากนั้นไม่นาน

ด้านกระทรวงต่างประเทศจีนไม่มีความเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าว ส่วน เหมา หนิง โฆษกของหน่วยงานดังกล่าวระบุว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นปัญหาทางการทูต
ทั้งนี้ หม่าเป็นผู้สนับสนุนแนวทางการสร้างความสัมพันธ์กับจีน โดยในปี 2008-2016 หม่าซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันในขณะนั้น ก็เป็นผู้กำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบซึ่งมีพัฒนาการที่น่าทึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ดี เขาปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นกลุ่มฝักใฝ่จีน
ขณะที่ในปัจจุบัน รัฐบาลปักกิ่งเพิ่มแรงกดดันทางทหาร เศรษฐกิจ และทางการทูตต่อไต้หวัน ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของไช่ ผู้รับตำแหน่งผู้นำต่อจากหม่า อีกทั้งยังแย่งชิงรัฐพันธมิตรของเกาะดังกล่าวที่จีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทำให้มีเพียง 13 ประเทศที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน
ส่วนในปีหน้า จะมีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของไต้หวัน โดยพรรคดีพีพีและพรรคเคเอ็มทีจะเป็น 2 พรรคหลักที่ขับเคี่ยวในศึกการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

