การยุบพรรคเป็นมาตรการ หรือ “เทคนิค” ที่เผด็จการนำมาใช้เพื่อสกัดอิทธิพลของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามบ่อยครั้ง รัฐบาลในหลายประเทศเคยประกาศยุบพรรคฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ผ่านกระบวนการในศาล ยกตัวอย่างการยุบพรรคมัสยูมี (Masyumi) ที่เป็นพรรคอิสลามที่มีอิทธิพลสูงในอินโดนีเซียในทศวรรษ 1950 แต่ต่อมาประธานาธิบดีก็ประกาศยุบพรรคนี้ ในยุคที่อินโดนีเซียพยายามนำระบอบประชาธิปไตยเสรีมาใช้ หรือพรรคคอมมิวนิสต์ (PKI) กับพรรคสังคมนิยม (PSI) แห่งอินโดนีเซีย ก็ถูกยุบในปี 1960 และ 1966 ตามลำดับ
ในช่วงที่เกิดการยุบพรรคครั้งใหญ่ในอินโดนีเซียตลอดทศวรรษ 1960 พรรคการเมืองเหล่านี้ล้วนเป็นพรรคการเมืองที่ทรงพลัง และมีผู้สนับสนุนเป็นล้านๆ คน เมื่อผู้มีอำนาจเห็นว่าพรรคการเมืองไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในกลไกทางการเมือง หากแต่เป็นภัยคุกคาม ที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้ เราจึงเห็นการยุบพรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า กรณียุบพรรคที่เราคุ้นเคยกันที่สุดก็คงเป็นการยุบพรรคในไทย ซึ่งที่ผ่านมามีการยุบพรรคมาแล้วหลายครั้ง ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่ที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดคงไม่พ้นการยุบพรรคที่มีอิทธิพลทางความคิดอย่างมาก ได้แก่ พรรคไทยรักไทย พรรคอนาคตใหม่ และพรรคไทยรักษาชาติ
แม้โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์โดยสมบูรณ์แล้ว เราก็ยังเห็นการยุบพรรคเรื่อยๆ แต่ก็เฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น ในยุโรป สหภาพยุโรปมีกฎหมายที่เปิดช่องให้ยุบพรรคการเมืองได้ ผ่าน “แนวทางว่าด้วยการยับยั้งและการยุบพรรคการเมืองและกระบวนการที่คล้ายคลึงกัน” (Guidelines on Prohibition and Dissolution of Political Parties and Analogous Measures) ผ่านคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยประชาธิปไตยผ่านกฎหมาย (European Commission for Democracy through Law)
เหตุผลหลักที่สหภาพยุโรปนำมาใช้คือเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองสุดโต่งใช้ข้ออ้างด้านศาสนา ความเชื่อ และเชื้อชาติ ผ่านโฆษณาชวนเชื่อหรือวิธีการอื่นๆ เพื่อชักจูงประชาชนให้มีความคิดสุดโต่ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรณีพรรคนาซีในเยอรมนี และการสังหารหมู่คนยิวและชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อเกิดรัฐประหารในพม่า ความสนใจของสื่อทั่วโลกไม่ได้มีเพียงแรงจูงใจของกองทัพ แต่สิ่งที่สื่อและนักวิเคราะห์ดูจะให้ความสนใจมากกว่าหลายเท่า คืออนาคตของพรรค NLD และแกนนำของพรรคจะเป็นอย่างไร รัฐประหารเริ่มในช่วงเช้าตรู่ เมื่อแกนนำพรรคคนสำคัญๆ ทุกคนถูกควบคุมตัว ก่อนที่ผู้นำกองทัพจะแถลงว่าเกิดรัฐประหารขึ้น ในนาทีนั้น ทุกคนมองไปในทางเดียวกันว่านี่คือจุดจบของพรรค NLD แน่นอน ยิ่งคณะรัฐประหารเริ่มพิจารณาคดีผู้นำพรรคทีละคน และมีความเป็นได้สูงว่าผู้นำเหล่านี้จะถูก “ขังลืม” และไม่มีวันกลับมามีอิทธิพลทางการเมืองได้อีก
การคาดการณ์ในครั้งนั้นไม่ได้เกินความเป็นจริง เพราะในที่สุดผู้นำพรรค NLD ก็ถูกดำเนินคดีจริงๆ มีสมาชิกพรรคบางคนที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมา อย่างกรณีของเพียว มิน เตง ในขณะเดียวกันก็มี ส.ส.จากพรรค NLD อย่าง วิน มยิ้น หล่าย ถูกตัดสินให้จำคุกถึง 148 ปี และก็มีแกนนำ NLD และอดีตนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เช่น เพียว เซยา ตอ และโก จิมมี่ ที่ถูกประหารชีวิตไปก่อนหน้านี้
เมื่อสมาชิกพรรค NLD ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเรือนจำ อนาคตของพรรคจะเป็นอย่างไรต่อไป ที่ผ่านมามีสมาชิกพรรค NLD ที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วนแสดงความจำนงต้องการให้พรรคกลับมาดำเนินงานตามปกติ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงภายในปีนี้ แต่ NLD โดยคณะกรรมการบริหารกลาง ก็ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า NLD จะไม่กลับไปเปิดออฟฟิศในย่างกุ้ง ใครก็ตามที่อ้างว่าเป็นตัวแทนพรรค และเริ่มรณรงค์หาเสียง พรรคจะถือว่าเป็น “ผู้ทรยศ”
การที่ NLD เลือกเงียบและงดทำกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีทรัพยากรส่วนบุคคลหลงเหลืออยู่ อีกส่วนเพราะพรรคเป็นเป้าการโจมตีอย่างหนักหน่วง และส่วนสุดท้ายคือผู้นำพรรคเองปล่อยให้รัฐบาลคู่ขนาน NUG (National Unity Government) เป็น “ฝ่ายบุ๋น” ขับเคลื่อนการต่อต้านรัฐประหาร และให้กองกำลังฝ่ายประชาชน PDF เป็น “ฝ่ายบู๊” ขับเคลื่อนในส่วนของกองกำลังต่อต้านกองทัพ ที่สำคัญผู้นำพรรคคงรู้ชะตากรรมของพรรคดี
หลังเกิดรัฐประหารไปได้กว่า 2 ปี คณะรัฐประหาร SAC ก็ประกาศยุบพรรค NLD และพรรคการเมือง อื่นๆ อีก 39 พรรคอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าทั้ง 40 พรรคไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อลงรับสมัครเลือกตั้งได้ทันเวลา ในเดือนมกราคม คณะรัฐประหารยื่นเส้นตายให้พรรคการเมืองทุกพรรคว่าต้องกลับมาลงทะเบียนพรรคการเมืองใหม่อีกครั้ง โดยให้เวลา 2 เดือน หากไม่สามารถกลับมาลงทะเบียนได้ จะดำเนินการยุบพรรคทันที
เกิดข้อสังเกตว่ากฎระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้ง ที่ออกโดย กกต.พม่าในครั้งนี้มีความหยุมหยิม และเข้มงวดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าที่เข้มงวดขนาดนี้เพราะกองทัพลงมาควบคุมการเลือกตั้งเอง เพื่อให้มั่นใจว่าพรรคนอมินีของกองทัพ โดยเฉพาะ USDP จะชนะแบบ “แลนด์สไลด์” ซึ่งจะทำให้กองทัพและฝ่ายที่สนับสนุนรัฐประหารเข้าไปมีที่ยืนในสภาทั้ง 2 สภาได้อย่างชอบธรรม
พรรค NLD ประกาศไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เหมือนกับที่พรรคเคยแบนการเลือกตั้งในปี 2010 มาแล้ว และพรรค USDP ภายใต้การนำของเต็ง เส่งในขณะนั้นกวาดคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภาไปได้อย่างง่ายดาย อีกเหตุผลหนึ่งที่คนในพรรคกล่าวกับผู้สื่อข่าวคือตราบใดที่ยังมีแกนนำ NLD และนักโทษการเมืองคนอื่นๆ ที่ถูกคุมขังอยู่นับพันคน พรรคก็จะเดินหน้าต่อต้านการเลือกตั้งและไม่ขอเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งที่มีจุดหมายเพียงเพื่อฟอกขาวให้คณะรัฐประหารและกองทัพอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่าคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ อนาคตของ NLD จะเป็นอย่างไร แกนนำพรรคเองก็คงมองว่าการยุบพรรคต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่สิ่งที่พรรคพยายามสื่อสารไปถึงประชาชนและผู้สนับสนุนคือพรรคจะไม่ทำการใดๆ ที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาลคู่ขนาน และจะไม่กลับมาดำเนินการอีกตราบใดที่กองทัพยังคงมีอำนาจนำ ความสำคัญของ NLD และด่อ ออง ซาน ซูจี ที่เป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้อยู่ที่บทบาททางการเมือง และการจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง 2016-2021 แต่อยู่ที่ “จิตวิญญาณ” (คนพม่าชอบพูดถึงคำนี้มาก) และประวัติศาสตร์ของพรรคตลอด 35 ปี ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมือง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้และปลดแอกประเทศจากการปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหาร แม้พรรค NLD และด่อ ออง ซาน ซูจี จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองพม่าแล้ว แต่ “จิตวิญญาณ” นี้ก็จะถูกส่งต่อไปให้คนรุ่นหลัง เพื่อทำงานด้านการเมืองและการสร้างสังคมประชาธิปไตยต่อไป

