‘ยูเอ็น’ เห็นชอบมติความยุติธรรมทางอากาศ มอบ ‘ไอซีเจ’ ร่างข้อผูกมัดคุมโลกร้อน
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สามารถบรรลุความก้าวหน้าครั้งสำคัญครั้งใหม่ ในเรื่องการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศโลกอย่างเร่งด่วน เมื่อสมาชิกยูเอ็นจีเอให้การรับรองข้อมติของที่ประชุม ที่เรียกร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) วางโครงร่างพันธกรณีทางกฎหมายแก่รัฐสมาชิกในด้านการควบคุมภาวะโลกร้อน
มติดังกล่าวซึ่งวานูอาตู ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่เสี่ยงต่อภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลี่สูงขึ้น ได้ผลักดันมาเป็นเวลาหลายปีนั้น เรียกร้องให้ไอซีเจวางข้อผูกมัดให้แก่ชาติต่างๆ ในการปกป้องสภาพอากาศของโลก และผลตามกฎหมายที่พวกเขาต้องเผชิญหากไม่ทำตามพันธกรณีดังกล่าว
การที่เหล่ารัฐสมาชิกของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เห็นชอบให้มีมาตรการนี้ ถือเป็นชัยชนะของการขับเคลื่อนความยุติธรรมทางอากาศ ซึ่งหวังว่าจะเพิ่มแรงกดดันให้กับประเทศที่ปล่อยมลภาวะและล้มเหลวในการแก้ปัญหาภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศของโลก
นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า “คุณกำลังสร้างประวัติศาตร์ร่วมกัน” และย้ำว่า แม้ข้อความเห็นของไอซีเจจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่มันจะเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือยูเอ็นจีเอ ยูเอ็น และเหล่ารัฐสมาชิก ในการลงมือแก้ไขทางสภาพอากาศที่มีความเข็มแข็งและกล้าแกร่งมากขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกของพวกเรา
“มติที่ประชุมนี้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมระหว่างมนุษย์ต่างรุ่นเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็น 2 จุดสำคัญที่ห่างหายไปจากวาทกรรมที่มีบทบาทสำคัญ” ไชนา ซาได จาก Union of Concerned Scientists องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีจุดยืนในการใช้วิทยาศาสตร์สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่โลกกล่าว พร้อมเสริมว่า มันคือก้าวต่อไปที่สำคัญในการวางแนวทางแก่คดีความด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่กำลังมีการฟ้องร้องในศาลทั่วโลก
ด้านวานูอาตูและผู้สนับสนุนหวังว่า ความเห็นของไอซีเจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 2 ปี จะสามารถสร้างน้ำหนักทางศีลธรรมและกฎหมาย และกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งมือแก้ไขปัญหาสภาพอากาศนี้
อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศบางคนได้ออกมาแสดงความกังวลต่อมติดังกล่าว ขณะที่สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุด 2 อันดับแรกของโลก กลับไม่ได้ร่วมให้การสนับสนุน แม้ว่าจะไม่มีประเทศใดคัดค้านการยอมรับฉันทามติของมติดังกล่าว
นิโคลัส ฮิล ผู้แทนถาวรสหรัฐอเมริกาประจำกล่าวว่า พวกเรามีความกังวลอย่างยิ่งว่า กระบวนการนี้อาจทำให้ความพยายามร่วมกันของพวกเรามีความซับซ้อนมากขึ้น และจะทำให้พวกเราถอยห่างจากการบรรลุเป้าหมายต่างๆ เหล่านี้ พร้อมเสริมว่าตนเห็นชอบแนวทางทางการทูตมากกว่า “กระบวนการยุติธรรม” ซึ่งเขาเตือนว่าอาจเน้นย้ำความขัดแย้ง

