ถ้าเอ่ยถึงประเทศ “โมซัมบิก” เชื่อว่าสิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจใครหลายคนคือ ประเทศนี้อยู่ตรงที่ใดในโลก แต่สำหรับใครที่เคยได้ไปเยือนโมซัมบิกสักครั้งหนึ่ง คำถามที่เกิดขึ้นตามมาจะกลายเป็นว่า ทำไมเราถึงได้ตกสำรวจและไม่ได้มาสัมผัสโมซัมบิกก่อนหน้านี้ โมซัมบิกเป็นประเทศล่าสุดที่กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตไทยขึ้น โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต เป็นสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยแห่งที่ 94 และเป็นสถานทูตไทยแห่งที่ 7 ในทวีปแอฟริกา มีท่านทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำโมซัมบิกคนแรก ซึ่งท่านทูตรัศม์ก็ได้เข้ายื่นพระราชสาส์นกับประธานาธิบดีฟิลิปเป จาซินโต เอ็นยูซี ที่ทำเนียบประธานาธิบดีโมซัมบิกไปเมื่อไม่นานมานี้ ท่านทูตรัศม์เล่าว่า เหตุที่กระทรวงการต่างประเทศเลือกที่จะมาเปิดสถานทูตที่โมซัมบิกก็เพราะไทยมียุทธศาสตร์ที่จะขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในแอฟริกาให้มากขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ที่เรายังไม่เข้ามาอย่างเต็มที่ โมซัมบิกเป็นจุดยุทธศาสตร์ในฐานะประตูเข้าไปสู่ประเทศในแอฟริกาอื่นๆ ในด้านการค้าการลงทุน การกระจายสินค้า อาทิ มาลาวีและซิมบับเว เพราะโมซัมบิกมีชายฝั่งยาวติดทะเล แม่น้ำที่ไหลกลางทวีปแอฟริกาก็ผ่านมาทางโมซัมบิก พื้นที่ทางตอนกลางของโมซัมบิกจึงเป็นจุดที่มีเส้นทางคมนาคมเข้าไปยังประเทศต่างๆ ได้ และถือเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ถูกที่สุด ขณะที่ประเทศที่อยู่ตอนในของทวีปแอฟริกาก็จะผ่านออกมาทางโมซัมบิกเช่นกัน ไทยจึงมองว่าโมซัมบิกเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญและควรจะมาปักหลักตรงนี้

ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทยก็เห็นความสำคัญของโมซัมบิกและเข้ามาลงทุนในโมซัมบิกมากพอสมควร ทำให้ขณะนี้โมซัมบิกเป็นประเทศที่ไทยเข้ามาลงทุนมากที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยมีโครงการลงทุนของ ปตท.สผ. 1 โครงการ และการลงทุนของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 2 โครงการ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนของกลุ่มโรงแรมไมเนอร์ ขณะที่ในกรุงมาปูโตยังมีร้านอาหารไทยร้านใหญ่อีก 3 ร้าน อีกทั้งคนไทยก็เข้ามาดูเรื่องอัญมณีในโมซัมบิก และยังมีนักธุรกิจอื่นๆ ที่อยากเข้ามาทำธุรกิจในโมซัมบิกอีก
ปัจจุบันมีการก่อตั้ง “สมาคมการค้าไทย-โมซัมบิก” ขึ้นมาแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจที่ภาคเอกชนไทยมีต่อโมซัมบิก เป็นความสนใจที่สอดคล้องกับภาครัฐที่เห็นความสำคัญของโมซัมบิกว่าเป็นประเทศที่น่าจะมีการขยายตัวด้านการค้าการลงทุนได้อีกมาก ด้วยเหตุผลที่สอดคล้องกันทั้งหมดข้างต้น จึงทำให้กระทรวงการต่างประเทศตัดสินใจที่จะมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่โมซัมบิก ปัจจุบันในโมซัมบิกมีสถานทูตของประเทศต่างๆ มาเปิดอยู่ราว 50 สถานทูต ซึ่งถือว่ามากสำหรับประเทศในแอฟริกา
ท่านทูตรัศม์ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า โมซัมบิกมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุต่างๆ ป่าไม้ อัญมณี ไปจนถึงอาหารทะเลที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้โมซัมบิกยังเป็นประเทศที่มีบทบาทแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศ ถือเป็นประเทศแนวหน้า มีนโยบายเปิดกว้าง โมซัมบิกก็มองไทยด้วยความชื่นชม และมองว่าไทยเป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศ เพราะมีบทเรียนที่สามารถแบ่งปันกันได้

ลู่ทางการค้าในโมซัมบิกก็มีอยู่มาก ซึ่งสถานทูตจะสามารถช่วยเหลือและผลักดันในเรื่องนี้ ในอดีตที่ผ่านมานักธุรกิจไทยรายย่อยเคยเจอกับปัญหากำแพงภาษา เพราะไม่สามารถพูดภาษาโปรตุเกสซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้กันในโมซัมบิกได้ สถานทูตก็สามารถเข้ามาช่วยเหลือและเป็นปากเป็นเสียง รวมถึงให้คำปรึกษาด้านธุรกิจกับนักธุรกิจและคนไทยที่สนใจจะเข้ามาค้าขายลงทุนในโมซัมบิกได้
อย่างไรก็ดี ท่านทูตรัศม์มองว่าปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นและอาจเป็นอุปสรรคในการค้าขายกับโมซัมบิกคือ เนื่องมาจากในช่วงที่ผ่านมาโมซัมบิกประสบปัญหาเศรษฐกิจหนักพอสมควร ขณะนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟได้เข้ามาควบคุมนโยบายการเงินการคลังในประเทศ ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอย่างหนัก การซื้อ-ขายต้องเป็นเงินท้องถิ่น ขณะเดียวกันเราก็มีโอกาสที่จะขายของได้มาก แต่ขายแล้วเมื่อได้เงินท้องถิ่นมาก็อาจนำกลับไปไม่ได้
ขณะนี้ทางท่านทูตรัศม์จึงได้หารือกับ คุณต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานสมาคมการค้าไทย-โมซัมบิก ว่าจะหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพราะเราเห็นโอกาสมากมายภายใต้อุปสรรคที่มี เบื้องต้นที่มีการพูดคุยกันคือ อาจดำเนินการในลักษณะที่มีการนำสินค้าไทยมาขายที่โมซัมบิกและนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าที่โมซัมบิกกลับไปขายต่อในไทย
กระทรวงการต่างประเทศและทีมนักธุรกิจไทยที่เดินทางมาดูลู่ทางการลงทุนในโมซัมบิกหลายครั้งยังได้ร่วมมือกันเปิดตัว “ประเทศไทย” ในโมซัมบิกด้วยการเข้าร่วมงาน “ฟาซิม (FACIM)” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมนานาชาติที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในแอฟริกาตอนใต้ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในโมซัมบิก ในงานดังกล่าวมีประเทศในยุโรปจำนวนมากมาเปิดบูธเพื่อแสดงนวัตกรรมและศักยภาพของประเทศเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจ ขณะที่ปีนี้เป็นปีแรกที่ไทยได้เข้าร่วมงาน

ท่านทูตรัศม์เล่าว่า สถานทูตได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกระทรวงการต่างประเทศในการเปิดตัวประเทศไทยครั้งแรกในงานฟาซิม เพราะถือเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดคณะนาฏศิลป์ไทยมาแสดงในงาน ขณะที่นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ก็เดินทางมาพูดคุยกับทางการโมซัมบิกที่มีความกระตือรือร้นและสนใจที่จะร่วมมือกับไทยในการนำเอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับภาคการเกษตรของโมซัมบิกด้วยเพื่อให้ผู้คนของเขาสามารถเลี้ยงดูและพึ่งพาตัวเองได้ ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้นำคณะนักธุรกิจไทยเดินทางมาร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ จึงถือได้ว่าสถานทูตได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากหลายหน่วยงานของไทย

เมื่อถามถึงความคาดหวังในฐานะเอกอัครราชทูตไทยประจำโมซัมบิกคนแรก ท่านทูตรัศม์บอกว่า สิ่งที่เป็นภารกิจหลักคือการสนับสนุนด้านการค้าการลงทุนให้กับนักธุรกิจไทย รวมถึงการดูแลคนไทยที่อยู่ในโมซัมบิกและที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศนี้ สถานทูตพร้อมจะเป็นศูนย์รวมให้คนไทยในโมซัมบิกที่ขณะนี้ยังกระจัดกระจายกันอยู่ได้มาพบปะพูดคุย สอบถาม และให้ความรู้ ทางการโมซัมบิกค่อนข้างต้อนรับและให้ความร่วมมือกับสถานทูตเป็นอย่างดี และรอคอยให้เรามาเปิดสถานทูตอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ท่านทูตรัศม์อยากจะผลักดันต่อไปคือการขายข้าว เพราะโมซัมบิกก็อยากซื้อสินค้าจากไทย ขณะนี้กำลังศึกษาในรายละเอียดว่าต้องใช้ช่องทางใดเพื่อให้สามารถซื้อ-ขายสินค้าระหว่างกันได้ ที่มีการพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้คืออาจแลกเป็นที่ดินสำหรับการก่อสร้างสถานเอกอัครราชทูตหรือทำประโยชน์อื่นๆ ต่อไป เพราะคนไทยที่สนใจเข้ามาลงทุนก็อยากได้ที่ดินสำหรับทำเป็นศูนย์กระจายสินค้าซึ่งในอนาคตอาจใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ อาทิ ทำเป็นไทยทาวน์
เมื่อตั้งข้อสงสัยว่า บางคนอาจมองว่าเศรษฐกิจโมซัมบิกขณะนี้ไม่สู้ดี จะมาลงทุนที่นี่ดีหรือไม่ ท่านทูตรัศม์ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า เราเข้ามาตอนนี้ ทุกอย่างราคาถูกลง เพราะเขาต้องการการลงทุน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราน่าจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสสำหรับเราได้เช่นกัน
สัปดาห์หน้าจะพาไปสัมผัสกับบ้านเมืองและความรุ่มรวยของทรัพยากรธรรมชาติในโมซัมบิกที่เชื่อว่าน้อยคนจะเคยได้ไปสัมผัส

