ไทยพบพม่า : รัฐบาลพม่าชุดใหม่หลังเลือกตั้ง
มีการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปในพม่าจะเกิดขึ้นราวเดือนสิงหาคมในปีนี้ นับตั้งแต่ปี 2010 การเลือกตั้งทั่วไปมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปี และค่อยไปจัดตั้งรัฐบาลกันในช่วงต้นปี หากยึดตามนโยบายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (UEC) ที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมากับมือ คาดกันว่าจะมีพรรคการเมือง 17 พรรคลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลัง กกต.พม่าประกาศว่าพรรคการเมืองที่จะลงสนามเลือกตั้งในปีนี้ต้องกลับมาลงทะเบียนพรรคการเมือง หากละเมิดกฎนี้ พรรคก็จะถูกยุบและถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างถาวร แน่นอนว่าพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกองทัพ ที่ผู้นำส่วนใหญ่อยู่ในเรือนจำ อย่างพรรค NLD ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ที่สุด ย่อมถูกยุบและไม่สามารถลงชิงชัยในการเลือกตั้งได้
ย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งในปี 2010 พรรค USDP (Union Solidarity Development Party) เพิ่งเกิดขึ้นจากดำริของผู้นำกองทัพ และผู้นำ SPDC หรือรัฐบาลทหารที่นำโดยพลเอกอาวุโส ตาน ฉ่วย แนวคิดของการตั้งพรรคการเมืองในบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เอื้อให้ระบอบประชาธิปไตยเติบโต คือ การประกาศให้โลกรู้ว่าพม่ากำลังเข้าสู่ยุคปฏิรูปทางการเมือง และต้องการทดลองนำประชาธิปไตยมาใช้บ้าง ด้วยกระแสประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่กำลังมาแรงในขณะนั้น และพม่าประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเรื้อรัง ในขณะเดียวกันก็ต้องการระบายทรัพยากรมหาศาลที่ตัวเองมีออก การแง้มประตูออกไปหาโลกเสรีบ้าง จึงมีประโยชน์กับกองทัพพม่าเองด้วย
ตลอดเวลาสิบปีที่ประชาชนบางส่วนในพม่าได้สูดบรรยากาศประชาธิปไตย ท่าทีของกองทัพเหมือนอยู่ในโลกคู่ขนาน หรือ “มัลติเวิร์ส” เพราะเราก็ยังได้ยินข่าวว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์อยู่เนืองๆ สงครามกลางเมืองยังดำเนินต่อไปไม่ว่าพม่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ที่สำคัญคือแม้จะมีพรรคการเมืองอย่าง NLD ที่ถือเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของประชาชน แม้จะมีผู้นำรัฐบาลเป็นไอคอนของประชาธิปไตยโลก
ตราบใดที่รัฐบาลพลเรือนไม่พยายามลดอำนาจกองทัพ ที่เหมือนเป็นรัฐซ้อนรัฐ หรือเหมือนรัชสมัยที่มีกษัตริย์ 2 องค์ คานอำนาจกัน ในประวัติศาสตร์โลก แนวคิดของการมีผู้นำ 2 คน ที่มาจากคนละขั้ว หรือที่เรียกว่า diarchy หรือ duumvirate นั้นมีให้เห็นตลอดในประวัติศาสตร์โลก บ้างก็สำเร็จ เพราะผู้ปกครองทั้งสองคานอำนาจกันและขับเคลื่อนบ้านเมืองร่วมกันได้ แต่ในหลายกรณีก็ล้มเหลวและนำไปสู่สงครามกลางเมือง ดังที่เห็นกันในรัสเซียยุคหลังการปฏิวัติครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 1917 ที่มีการคานอำนาจกันระหว่างรัฐบาลรักษาการฝ่ายที่สวามิภักดิ์ต่อซาร์ และสภาโซเวียตเปโตรกราดแห่งผู้แทนกรรมกรและทหาร หรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านระบอบซาร์ แต่ด้วยความแตกต่างทางอุดมการณ์แบบสุดขั้ว ในที่สุดก็เกิดการปฏิวัติรัสเซียในปีเดียวกัน ถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียมาถึง 3 ศตวรรษ
ที่พูดมาทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพว่าเสือสองตัวยังไงก็ไม่มีวันอยู่ถ้ำเดียวกันได้ ในอนาคตหากพม่าจะกลับสู่หนทางประชาธิปไตย และตัดวงจรรัฐประหารเพื่อไม่ให้กองทัพกลับเข้ามามีอำนาจนำในทางการเมืองได้อีก ก็ต้องมีการปฏิรูปกองทัพ และสร้างทหารอาชีพขึ้นมาทดแทนทหารที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมและลัทธิฟาสซิสม์คลั่งเชื้อชาติของผู้นำกองทัพเชื้อสายพม่า หากกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ไม่สามารถชิงความได้เปรียบและไม่สามารถเผด็จศึกกองทัพพม่าได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เกรงว่าพม่าก็จะถอยหลังยาว และจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลที่มีพรรค USDP เป็นแกนนำไปอีกนานแสนนาน
ทีนี้เรามาดูกันว่าในการเลือกตั้งในปลายปีนี้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลัง กกต.ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองที่มีสิทธิลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่มี 17 พรรค มีเพียง 5 พรรคที่เป็นพรรคที่จะส่งผู้สมัครในเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ และในบรรดา 5 พรรคนี้ มีพรรค USDP เพียงพรรคเดียวที่เป็นพรรคใหญ่ มีเงิน และมีศักยภาพสูงสุด
ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในการเลือกตั้งล่าสุดปี 2015 พรรคที่ได้คะแนนรองลงมาจากพรรค NLD และพรรค USDP คือ พรรคขนาดใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ Shan Nationalities League for Democracy (SNLD) Arakan National Party (ANP) Pa-O National Organisation (PNO) และพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ อีก 6 พรรค แต่ในครั้งนี้มีเพียงพรรค PNO เท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก กกต. ผลการเลือกตั้งในปีนี้จึงคาดเดาได้ไม่ยาก ด้วยพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมเกือบทุกพรรคทั้งในเขตที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนบะหม่า หรือเขตของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ล้วนถูกสั่งยุบไปหมดสิ้นแล้ว USDP จึงจะเป็นผู้กุมชัยชนะในการเลือกตั้ง และที่นั่งส่วนใหญ่ในสภา
นอกเหนือจากที่นั่งในสภาร้อยละ 25 ที่รัฐธรรมนูญปี 2008 กันไว้ให้คนในกองทัพแล้ว ผู้แทนราษฎรจาก USDP ก็ล้วนแต่เป็นอดีตนายพลในกองทัพ หรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบชาตินิยมขวาจัดทั้งสิ้น การเลือกตั้งในครั้งนี้กองทัพจะมีคนของตนเองเข้าไปนั่งในสภาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เรียกว่าเป็น “ซุปเปอร์แลนด์สไลด์” ก็คงไม่ผิด แต่กฎกติกาที่ กกต.พม่าตั้งขึ้นมาสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้เอื้อให้พรรคนอมินีของกองทัพ เรียกว่า หลังการเลือกตั้ง กองทัพก็จะยิ่งมีความชอบธรรมมากขึ้นทั้งในด้านการบริหารและนิติบัญญัติ ในส่วนของตุลาการศาล ก็ไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะกองทัพก็ได้นำคนของตนเองเข้าไปนั่งเป็นผู้พิพากษาและอัยการสูงสุดเกือบทั้งหมดแล้ว
ผู้เขียนมองว่า สถานการณ์ในพม่าที่หลายคนกำลังเป็นห่วงกันนั้น จะน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว และคนส่วนใหญ่ในสภาจะเป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากกองทัพแทบทั้งหมด กฎหมายที่สภาจะออกในอีกหลายปีข้างหน้าก็จะเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกองทัพ และกลุ่มทุนที่สนับสนุนกองทัพ โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้กองทัพซื้ออาวุธเพิ่มเติม และการให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปราบปรามกลุ่มต่อต้าน แม้ที่ผ่านมา นานาชาติจะมีมาตรการคว่ำบาตรคณะรัฐประหาร แต่พม่าก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะแคร์โลกตะวันตก หรืออาเซียนมากนัก
ที่ผ่านมา คณะรัฐประหารและกองทัพพม่าเลือกเชื่อมความสัมพันธ์กับมหามิตรที่พร้อมจะคบกับตน ไม่ว่าจะคบเพื่อผลประโยชน์ อย่างรัสเซีย จีน หรือไทย หรือการแสดงแค่ท่าทีว่าไม่รังเกียจคณะรัฐประหารพม่า (อย่างเปิดเผย) อย่างกรณีอินเดีย แค่นี้ผู้นำในกองทัพพม่าก็รู้สึก “ใจฟู” และตอกย้ำความคิดชาตินิยมแบบเดิมที่ว่าพม่าไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนมากมาย ขอแค่เป็นเพื่อนที่เข้าใจและปฏิบัติต่อพม่าอย่างเท่าเทียมก็เพียงพอ

