บัวแก้วนำคณะทูตท่องทะเลไทย สัมผัสโครงการพระราชดำริ-อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

10.04.23 | 06:25 น.

บัวแก้วนำคณะทูตท่องทะเลไทย สัมผัสโครงการพระราชดำริ-อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดโครงการนำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศ ประจำประเทศไทยพร้อมคู่สมรส เดินทางไปทำความรู้จักกับประเทศไทยในมิติต่างๆ เป็นประจำทุกปี ในปีนี้โครงการดังกล่าวได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน เพื่อทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพและความสำเร็จของประเทศไทยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต นำโดย นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มีคณะทูตและคู่สมรสเข้าร่วม 42 คน จาก 27 ประเทศ ทั้งจากภูมิภาคยุโรป เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา

กิจกรรมที่จัดขึ้นมีความหลากหลาย โดยที่จังหวัดกระบี่ ได้ทัศนศึกษาโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดําริ เพื่อศึกษาการอนุรักษ์และการฟื้นฟูธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน พร้อมร่วมเรียนรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการเพิ่มมูลค่าต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ รวมทั้งการท่องเที่ยวสีเขียวของจังหวัดกระบี่ ขณะที่ในจังหวัดพังงา กต.ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทางทะเล โดยเฉพาะเต่าทะเล รวมถึงได้รับฟังบรรยายเรื่องการขึ้นทะเบียนแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นแหล่งมรดกโลก พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมปล่อยเต่าตนุและปลูกปะการัง ณ โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลในพระราชดําริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และโครงการอนุรักษ์แนวปะการัง และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดําริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

Advertisement

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองคณะทูตฯ โดยได้แสดงความยินดีที่คณะทูตฯได้มีโอกาสเห็นความสำเร็จของโครงการในพระราชดำริต่างๆ และให้ความรู้ว่า การเชิญคณะทูตฯให้มารับรู้และทำความรู้จักเรื่องราวต่างๆ ของประเทศเป็นสากลปฏิบัติที่ทุกประเทศก็มีการปฏิบัติเช่นนี้ ถือว่าเป็นการแนะนำคณะทูตฯให้ได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น โดยเป็นการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศบูรณาการงานกับหน่วยงานต่าง ๆ หลายกระทรวง และมีความหลากหลายอยู่ในกิจกรรมต่างๆ ผลสะท้อนที่ได้รับมาก็เป็นที่น่าภูมิใจ คณะทูตฯ พอใจกันมากว่าได้มีโอกาสได้เห็นเรื่องราวต่างๆ หลายด้าน ไม่เพียงแค่ได้เห็น แต่ได้เข้าร่วมด้วย ถือว่าได้ทำให้รู้จักประเทศไทยได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าภารกิจเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อชุมชนต่างๆ ที่คณะทูตฯ ได้ไปเยือนและไปรับรู้กันมา

ส่วนที่จ.ภูเก็ต คณะทูตและกงสุลฯ รับฟังการบรรยายความพร้อมของไทยในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ EXPO 2028 จาก นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังได้รับฟังการบรรยายเรื่องการเสนอแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก โดย นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความพยายามของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ.2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2608 และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนเกี่ยวกับโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อส่งเสริมคาร์บอนเครดิต โดย น.ส.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อํานวยการสํานักรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศไทยตามที่ประกาศไว้ระหว่างการเข้าร่วมประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26)

นอกจากอุทยานสิมิลันแล้ว คณะทูตและกงสุลฯ ได้เยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ซึ่งจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเพื่อน้อมถวายเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เพื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งพืชพรรณหลากหลายที่แบ่งออกได้เป็นป่าชายหาด ป่าโปร่ง และป่าชายเลน รวมทั้งสัตว์ป่านานาพรรณ และยังได้เยี่ยมชมบูธสาธิตและร้านค้าจําหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ท้องถิ่นภายใต้ธีม “ตลาดริมทะเล” เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แน่นอนว่าคณะทูตฯ ต่างตื่นตาตื่นใจและสนุกสนานไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจากชุมชน โดยสิ่งที่สร้างความประทับใจและได้รับความชื่นชมจากคู่สมรสคณะทูตฯ อย่างยิ่งคือการที่ได้สัมผัสภูมิปัญญาไทยด้านการนวด ซึ่งเป็นศาสตร์การบำบัด รักษาโรค และยังสามารถนวดเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายร่างกายที่เมื่อยล้า รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมการย้อมผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นศิลปะทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของภาคใต้

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ กล่าวว่า โครงการในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น น่าจดจำ และเป็นที่ประทับใจของคณะทูตอย่างยิ่ง ถือว่าประสบความสำเร็จหลายประการ ประการแรก เราได้เผยแพร่ศักยภาพของประเทศไทยด้านการพัฒนายั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีส่วนช่วยในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ผ่านการเยี่ยมชมโครงการในพระราชดำริ ถึง 3 โครงการ โดยคณะทูตและกงสุลฯ ยังมีประสบการณ์ตรง และลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองด้วย

ประการที่สอง คณะทูตและกงสุลฯ ได้ทำความรู้จักกับจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมถึงศักยภาพและความสวยงามของสถานที่ต่างๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดในเชิงการท่องเที่ยวสีเขียวและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้เป็นอย่างดี และประการสุดท้าย เราได้ขับเคลื่อนและผลักดันความพยายามและบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศไปพร้อมกันด้วย ซึ่งกต.ก็ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันและเผยแพร่การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้นานาประเทศรับทราบ การดำเนินโครงการนี้ยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่และจังหวัดพังงา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) และกองทัพเรือ

นางแซรัป แอร์ซอย เอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทย กล่าวว่า รู้สึกประทับใจและขอบคุณทุกคนที่ให้การต้อนรับ ความมีน้ำใจและความพยายามต่างๆ ที่ทำให้ได้มีโอกาสมาเห็นสิ่งมีชีวิตทางทะเลของประเทศไทย เกาะที่ประทับใจมากที่สุดคือเกาะหูยง หรือเกาะหนึ่งในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และประทับใจมากกับโครงการอนุรักษ์ปะการังและการปล่อยสัตว์ทะเลกลับสู่แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ ตามโครงการในพระราชดำริ เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากจากการได้เห็นการปกป้องธรรมชาติด้วยตนเอง รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เดินทางมาในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

นายไกร มหาสันทนะ รองอธิบดีกรมพิธีการทูต กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จของการทูตเชิงละมุน (Soft Diplomacy) ที่ทำให้มีโอกาสได้รับทราบถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งการดำเนินงานในระดับรัฐบาลเพื่อสนองพระราชดำริ ที่เน้นการนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับท้องถิ่น และเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในจังหวัดต่างๆ รวมทั้งทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “ความเป็นไทย” และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน

คณะทูตฯมีความประทับใจต่อกำหนดการที่ครอบคลุมหลายมิติ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ จึงได้เชิญชวนให้คณะทูตฯและคู่สมรสไปบอกเล่าประสบการณ์ที่ประทับใจ พร้อมเชิญชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ให้มาสัมผัสอัธยาศัยไมตรีที่อบอุ่นของคนไทย เสน่ห์และความงดงามของอันดามัน พร้อมเยี่ยมชมจุดเช็คอินสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยไปพร้อมๆ กัน