สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า กองทุนสำรองแห่งรัฐหรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) เริ่มต้นการประชุมกำหนดนโยบายประจำเดือนธันวาคม เป็นเวลา 2 วัน ในวันที่ 13 ธันวาคม และจะเสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าจะมีการออกแถลงการณ์เรื่องนโยบายการเงินล่าสุดในเวลาราว 14.00 น. (ตรงกับประมาณ 02.00 น.ของวันที่ 15 ธันวาคมในไทย) และนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดจะแถลงข่าวในอีกครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น พร้อมระบุถึงการประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบันที่ 0.25-0.5 เปอร์เซ็นต์ เป็น 0.5 ถึง 0.75 เปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างแน่ หลังจากปรับขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อ 1 ปีที่แล้ว และนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี
รายละเอียดในการประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจใหม่จะได้รับการพินิจพิเคราะห์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายรู้สึกว่าการเข้ามาของฝ่ายบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐเปลี่ยนแปลงไป หรือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไป แต่ยังไม่แน่นอนว่าเฟดจะประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจแตกต่างไปหรือไม่ โดยค่าเฉลี่ยจากการประเมินของบรรดาผู้กำหนดนโยบายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเห็นว่า จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2560 ซึ่งเป็นภาพรวมที่นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นพ้องกัน
ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม ตามตลาดหุ้นวอลสตรีทของสหรัฐที่ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน เมื่อคืนก่อนหน้า ในช่วงที่ทั่วโลกรอคอยผลสรุปในการประชุมเฟด
โดยดัชนีนิกเคอิ225 ตลาดหุ้นกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นวันที่ 8 ติดต่อกันและยืนอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน
ตลาดหุ้นซิดนีย์ของออสเตรเลียปิดเพิ่มขึ้น 0.7 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ปิดเพิ่มขึ้น 0.1 เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตลาดไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนปิดลดลง 0.5 เปอร์เซ็นต์
ด้านตลาดหุ้นยุโรปต่างร่วงลงในช่วงเปิดการซื้อขายภาคเช้า โดยดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ตลาดหุ้นกรุงลอนดอนของอังกฤษร่วงลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีแด็กซ์ ตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนีร่วงลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดัชนีซีเอซี 40 ตลาดหุ้นกรุงปารีสของฝรั่งเศสร่วงลง 0.5 เปอร์เซ็นต์

