เปิดเบื้องหลังภารกิจพาคนไทยกลับบ้าน ท่ามกลางไฟสงครามในซูดาน
สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นในซูดานเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างหน่วยทหารที่ภักดีต่อ นายพลอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ซึ่งเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของกองทัพและผู้นำทหารซูดาน กับกลุ่มติดอาวุธอาร์เอสเอฟ ซึ่งรับคำสั่งจาก นายพลโมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล ซึ่งเป็นเสมือนรองผู้นำทหารซูดาน ยังคงลุกลามบานปลายจนไม่มีทีท่าว่าจะหาข้อยุติได้ในเร็วนี้ แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถหยุดยั้งการปะทะที่เกิดขึ้นตามเมืองต่างๆ ได้ทั้งหมด
ไฟสงครามที่ลุกโหมขึ้นอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบไม่เพียงแต่กับคนซูดาน แต่ยังรวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในซูดาน ที่มีคนไทยอยู่ราว 250 คน เป็นนักเรียนไทยมุสลิมประมาณ 200 คน ที่เหลือเป็นคนไทยที่เข้าไปทำงาน หรือแต่งงานสร้างครอบครัวกับชาวซูดาน ตั้งแต่สถานการณ์สู้รบในซูดานเริ่มต้นขึ้นไม่นาน กระทรวงการต่างประเทศได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย รวมถึงสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนอพยพคนไทยในซูดาน และติดตามพัฒนาการที่เกิดขึ้นในซูดานอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าการอพยพผู้คนท่ามกลางสงครามกลางเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย

ที่สำคัญคือไทยไม่มีสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่อยู่ในซูดาน โดยซูดานอยู่ภายใต้เขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูตไทยในอียิปต์ แต่มีกงสุลกิตติมศักดิ์ (กสม.) ของไทยซึ่งเป็นชาวซูดาน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการอพยพคนไทยในครั้งนี้ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร รับหน้าที่เป็นจุดติดต่อประสานงานของทุกฝ่ายในการอพยพคนไทยออกจากซูดาน โดยประสานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ดี การจะนำคนไทยออกมาจากซูดานก็ยังคงมีปัญหาหลายเรื่องราวที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขตลอดภารกิจครั้งสำคัญดังกล่าว
กรุงคาร์ทูมตั้งอยู่ตรงกลางประเทศ รัศมีการเดินทางออกจากซูดานไปยังชายแดนมีระยะทาง 700 กม. ถึง กว่า 1,000 กม สภาพถนนส่วนใหญ่ชำรุด ถนนส่วนที่ดีที่สุดจะเป็นเส้นทางออกไปยังทิศตะวันออกของประเทศ นอกนั้นเป็นถนนที่ไม่สามารถใช้การตลอดเส้นทาง หรือไม่ก็เป็นเส้นทางที่มีอันตรายจากการโจมตีของกองโจรหลายกลุ่มตลอดจนกลุ่มที่จับตัวคนเพื่อเรียกค่าไถ่ จากการประเมินอย่างรอบคอบ เส้นทางที่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกเส้นทาง คือ เส้นที่ออกจากกรุงคาร์ทูมไปท่าเรือซูดาน (Port Sudan) ซึ่งห่างออกไปเกือบหนึ่ง 1,000 กม. เพื่อขึ้นเรือไปยังจุดอื่น

นอกจากนี้ ในขณะที่การสู้รบรุนแรงขึ้น ทุกประเทศต่างเร่งอพยพผู้คนของตนออกจากกรุงคาร์ทูม ทำให้รถเช่าที่จะใช้ในการอพยพไม่เพียงแต่จะหาได้ยาก แต่ยังมีราคาแพงมากกว่าวันละ 8,000 ยูโร หรือกว่า 3 แสนบาทต่อคัน โดยการอพยพคนไทยต้องใช้รถบัส 5 คัน เพราะต้องเตรียมรถสำรองในกรณีที่รถอาจจะเสียระหว่างทาง ขณะที่การพาคนไทยที่อยู่ในซูดานไปยังจุดรวมพลก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะอินเตอร์เน็ตในซูดานใช้การได้น้อยมาก ตามข่าวระบุว่าเหลือสัญญาณที่ใช้งานได้เพียง 2% ของระดับปกติ รถที่จ้างให้ไปรับคนไทยจากที่พักก็ถูกยิงระหว่างเดินทาง ยังดีที่เกิดเพียงความเสียหายต่อตัวรถ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
หลังจากการรวบรวมรายชื่อคนไทยเบื้องต้นที่จะอพยพกลับประเทศได้ 212 คน และการจัดขบวนรถได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว มีการติดต่อจากคนไทยทั้งในและนอกกรุงคาร์ทูมเพิ่มเติมอีกซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือออกมาทั้งหมด โดยคนไทย 5 คนสุดท้ายที่อยู่ห่างออกไปจากกรุงคาร์ทูมกว่า 200 กม. ใช้เวลาเดินทางมากรุงคาร์ทูมกว่า 3 ชม. ก็เดินทางมาถึงเจดดาห์แล้ว และจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่บินออกมาโดยเที่ยวบินของกองทัพอากาศไทยในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดยเหลือเพียงคนไทยอีก 2 คนในซูดานที่แจ้งว่าไม่ต้องการอพยพ

คืนก่อนวันที่กำหนดให้รถมารับคนไทย สถานทูตไทยในอียิปต์ได้รับแจ้งจากบริษัทรถว่าไม่สามารถนำรถมาให้ได้แล้ว สถานทูตจึงต้องรีบติดต่อหาทางเลือกอื่นในเวลาเพียงไม่ถึง 12 ชม. ซึ่ง กสม. ณ กรุงคาร์ทูมมีส่วนช่วยเหลือเป็นอย่างมาก ทั้งสำรองเงินให้ก่อนโดยไม่มีเงื่อนไข ออกไปซื้ออาหารให้นักศึกษาแล้วเจอกับเหตุปะทะจนต้องหนีตาย ช่วยกำกับดูแลการขึ้นรถของคนไทยในคาร์ทูม และรอกระทั่งช่วยให้นักศึกษาไทยคนสุดท้ายอพยพออกมาแล้วเสร็จ จึงอพยพครอบครัวของตัวเองตามออกมา
ขณะเดียวกันสถานทูต ณ กรุงริยาด ก็ได้รับแจ้งจากเรือข้ามทะเลแดงที่จองไว้ที่ท่าเรือซูดานว่าไม่สามารถให้บริการได้แล้วเช่นกัน ทำให้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องรีบติดต่อกับ เจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อัลซะอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุฯ เป็นการด่วน ด้วยสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ตอบกลับมาในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงว่า ยินดีให้คนไทยขึ้นเรือของซาอุฯ ออกมาได้

แม้จะแก้ปัญหาเรื่องรถไปได้ แต่การต้องหารถมาแทนใหม่ก็ทำให้การเดินทางล่าช้าออกไปหลายชั่วโมง แปลว่าขบวนรถของไทยจะต้องหยุดพักการเดินทางในช่วงกลางคืน ซึ่งไม่มีที่พัก ประกอบกับในเวลานี้ถนนสายดังกล่าวมีฝุ่นและลมแรง นายดอนก็ได้ติดต่อประสานกับฝ่ายต่างๆ ซึ่งจะสามารถช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยของเส้นทางและตามด่านตรวจ 7 ด่าน ตลอดเส้นทางที่ใช้ในการอพยพคนไทยไปท่าเรือซูดาน ซึ่งก็ได้รับการขานรับอย่างทันเวลา
ขบวนรถของไทยใช้เวลาในการเดินทาง 15-20 ชั่วโมงจึงไปถึงเป้าหมายแต่ไม่พร้อมกัน เนื่องจากมีรถ 3 คันที่ต้องแวะไปเติมน้ำมันระหว่างทาง และยังมีคนที่ล้มป่วยระหว่างทางซึ่งต้องได้รับการรักษาพยาบาลก่อนออกไปขึ้นเรือ ทำให้ต้องแบ่งคนไทยออกเป็นกลุ่มๆ ซึ่งทั้งหมดก็เดินทางไปถึงเจดดาห์โดยปลอดภัย โดยมี นายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด เจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุลและกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศที่เดินทางไปสมทบจากไทย รวมทั้งทีมเจ้าหน้าที่จากองทัพอากาศไทย ที่เดินทางไปรอรับยังเจดดาห์ และพาคนไทยทุกคนกลับถึงบ้านโดยปลอดภัยในที่สุด

นายดอนกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับตั้งแต่เริ่มมีการสู้รบในซูดานว่าจะต้องช่วยทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง กระทรวงจึงได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษขึ้น ทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออพยพคนไทยออกมาให้ได้โดยเร็วที่สุด และประสานกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายทหารที่จะต้องรับผู้ที่เราอพยพออกมาจากซูดานกลับประเทศไทย
นายดอนกล่าวว่าการที่เราตัดสินใจนำคนไทยออกทางน้ำก็เป็นการตัดสินใจที่คิดมารอบคอบแล้ว โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองจากเพื่อนของเรา เหตุการณ์ครั้งนี้ไทยได้รับความร่วมมือและช่วยเหลืออย่างมากมายมหาศาลจากมิตรประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศซาอุฯที่ส่งเรือรบ 3 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่มาที่ท่าเรือซูดานเพื่อช่วยรับคนไทยไปยังเมืองเจดดาห์ ที่เครื่องบินของกองทัพอากาศไทย 3 ลำไปจอดรออยู่แล้วเพื่อลำเลียงคนไทยกลับประเทศ

“นอกจากนี้ มีประเทศที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือทั้งทางตรงและทั้งทางอ้อมที่ขอไปหรือเสนอให้เอง เช่น โอมาน และอินเดีย ผมจึงขอขอบคุณมิตรของประเทศไทยอย่างยิ่งไว้ ณ ที่นี้ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จของความมุ่งมั่นของผู้นำไทย และการใช้การทูตและการทหารเพื่อรักษาคุ้มครองชาวไทย”นายดอนกล่าว
นายดอนสรุปในท้ายที่สุดว่า ความสำเร็จในการช่วยคนไทยทุกคนในซูดานที่ต้องการออกมาอย่างปลอดภัยนี้จะเรียกว่าเสมือนปาฏิหาริย์ก็คงไม่ไกลจากความเป็นจริงนัก ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์อีกครั้งว่าเมื่อใดที่คนไทยสามัคคีกัน ร่วมมือกัน จะไม่มีอะไรที่ยากจนเกินความสามารถและทำไม่ได้
ด้านนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำให้พี่น้องคนไทยที่พำนักในต่างประเทศควรลงทะเบียนกับสถานทูต สถานกงสุลใหญ่ และติดตามข่าวสารของสถานทูตและสถานกงสุลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งช่วยสนับสนุนงานของทางการไทยด้วยการแจ้งข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ และช่วยกันดูแลชุมชนไทยต่อไป

