นายกฯ ‘TBAM’ เปิดใจ ทิศทางธุรกิจไทยในเมียนมา
เมียนมากลายเป็นประเทศที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เพราะในช่วง 2 ปีทีผ่านมา ได้เกิดสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นภายในประเทศเพื่อนบ้านของไทยแห่งนี้มากมาย หลังจากที่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2019 ทำให้เกิดคำถามสำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ของชุมชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจไทยในเมียนมาว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ หรือประสบกับความท้าทายอะไรหรือไม่ ในการนี้ นายณัฐพงศ์ วิศิษฐ์กิจการ นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา (TBAM) ได้ให้เกียรติเป็นผู้ชี้แจงประเด็นที่เป็นข้อสงสัยดังกล่าว
ในงานวันสงกรานต์ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเนื่องในโอกาสการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเมียนมาครบรอบ 75 ปี นายณัฐพงศ์กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ซึ่งเป็นประเพณีที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมร่วมกับเทศกาลตินจาง หรือการเล่นน้ำเฉลิมฉลองวันปีใหม่ตามธรรมเนียมของทั้ง 2 ประเทศ มีส่วนช่วยในการกระชับความสัมพันธ์ของไทยและเมียนมาตั้งแต่ในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจอย่างยิ่ง เพราะความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกันจะช่วยยังประโยชน์ต่อไทยและภาคธุรกิจของประเทศในเมียนมา อันเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของ TBAM

“ประเทศเมียนมาถือว่ามีความพิเศษ แน่นอนว่าในช่วงก่อนหน้านี้ เมียนมามีความพึ่งพิงกับบางประเทศอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยนั้นก็เป็นประเทศหนึ่งที่สานสัมพันธ์กับเมียนมา แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับในปัจจุบัน ทำให้เขาเริ่มเห็นแล้วว่าใครเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ” นายณัฐพงศ์กล่าว และว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่ไทยควรพิจารณา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไทยจะสนับสนุนเมียนมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่เป็นการที่เราสามารถมองเห็นโอกาสที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันและเข้าไปสนับสนุนในจุดนั้นเพื่อให้สร้างความสัมพันธ์แบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของเมียนมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ TBAM ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นายณัฐพงศ์กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนั้น ต้องยอมรับว่าเกิดปัญหาในการทำธุรกิจหลายประการ ตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ไปจนถึงระบบการเงินหยุดชะงัก แต่นี่คือฉากทัศน์ของเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
“ในแง่ของธุรกิจ จุดต่ำสุดคือเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในปัจจุบันการทำธุรกิจมีแต่จะก้าวหน้า ซึ่งจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดหรือจะพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จุดนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย” นายณัฐพงศ์กล่าว พร้อมเน้นย้ำความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์ในเมียนมาเปลี่ยนไปอย่างมาก หากผู้คนมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนเมียนมา จะพบว่าบ้านเมืองของเขา โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญ ได้กลับมาดำเนินชีวิตและทำธุรกรรมต่างๆ กันตามปกติ
ด้านกิจกรรมที่ TBAM กำลังส่งเสริมในปัจจุบันเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในเมียนมา นายณัฐพงศ์ระบุว่ามีถึง 3 ประการ ประกอบไปด้วย 1.การอัพเดตจำนวนสมาชิกและข้อมูลในการทำธุรกิจในเมียนมาล่าสุด 2.การประสานกลุ่มนักธุรกิจคนไทยให้เข้มแข็ง และ 3.การสร้างเครือข่ายกับสมาคมการค้าต่างชาติ
ในเรื่องการอัพเดตจำนวนสมาชิกขององค์กรและข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบการทำธุรกิจในเมียนมาให้เป็นปัจจุบัน นายณัฐพงศ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบหรือข้อบังคับหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการทำธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น TBAM จึงจัดสัมมนาขึ้นแทบทุกเดือนเพื่อสร้างพื้นที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นปัจจุบันแก่สมาชิก
โดยในช่วงแรกจะเป็นการจัดสัมมนาผ่านช่องทางออนไลน์เนื่องจากข้อจำกัดหลัก อย่างโควิด-19 ต่อมาเมื่อสถานการณ์เริ่มผ่อนคลาย ก็ได้หันมาจัดกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายแบบออนไซต์ ขณะที่ในช่วงหลังมานี้ายณัฐพงศ์กล่าวว่าได้พัฒนาไปสู่การจัดสัมมนาแบบผสม ที่มีทั้งการจัดอบรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจและสะดวกมาร่วมรับฟังที่สถานทูตได้ด้วยตนเอง รวมถึงแบบออนไลน์สำหรับผู้ที่อาจไม่สะดวกเข้าร่วมงานในวันและเวลานั้นๆ หรือเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ประเทศไทย
“เพราะการทำธุรกิจไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมียนมา หลายๆ ครั้งที่ผู้บริหารซึ่งอยู่ที่เมืองไทยมีส่วนในการตัดสินใจ ด้วยเหตุผลนี้ การทำความเข้าใจกฎระเบียบที่มีความซับซ้อนในประเทศที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านพื้นที่และเวลาอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นสัมมนาเหล่านี้จึงตอบโจทย์อย่างยิ่งในเรื่องของการแบ่งปันข้อมูล เพื่อให้มีความเข้าใจในเรื่องของกฎระเบียบและข้อบังคับในสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น” นายณัฐพงศ์กล่าว
ต่อมาในเรื่องการประสานกลุ่มนักธุรกิจคนไทยให้เข้มแข็ง จะช่วยในเรื่องความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจไทยและการมีอำนาจต่อรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเมียนมา

“หากนักธุรกิจประสบปัญหา การส่งเสียงเพียงลำพังอาจดังไม่พอที่รัฐบาลจะได้ยิน สิ่งที่ TBAM ทำคือการรวมกลุ่มกันขึ้นมาแล้วเสนอข้อติดขัดต่างๆ ในการทำธุรกิจในปัจจุบันต่อรัฐบาลอย่างมีน้ำหนัก”
เมื่อพิจารณาจากการตอบรับในช่วงที่ผ่านมา มาตรการนี้ของ TBAM ค่อนข้างประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการทำธุรกิจของคนไทยในเมียนมา ตั้งแต่การเจรจาเพื่อให้ได้รับข้อยกเว้นในเรื่องข้อบังคับการถือครองเงินของทุกบริษัทให้เปลี่ยนมาใช้สกุลเงินจ๊าดเท่านั้นในบางธุรกิจ รวมถึงการผ่อนคลายเรื่องประกันสุขภาพสำหรับเดินทางเข้าประเทศ ที่เมียนมาเคยบังคับให้ซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกับทาง Myanmar Insurance เท่านั้นในช่วงแรก แต่ในปัจจุบันสามารถใช้ประกันของบริษัทอื่นๆ ได้แล้ว สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่สำคัญที่นายณัฐพงศ์กล่าวว่าเกิดจากการรวมพลังของภาคธุรกิจไทยภายใต้ TBAM ในการเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ กับรัฐบาลเมียนมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพี่น้องชาวไทยในการทำการค้าและการลงทุน ซึ่งฝ่ายทางการเมียนมาก็ได้ปรับตัวและเอื้ออำนวยอย่างต่อเนื่อง
ประการสุดท้าย คือการสร้างเครือข่ายกับต่างชาติ นอกเหนือไปจากการสร้างความเหนียวแน่นของภาคธุรกิจไทยในเมียนมาด้วยกันเอง นายณัฐพงศ์กล่าวว่าปัจจุบันได้ขยายการสานสัมพันธ์ไปสู่สมาคมการค้านานาชาติ อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง จีน รวมถึงหอการค้าของฝั่งตะวันตก อย่างอังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ในการรับฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด
“สมาคมของเราไม่ได้เป็นองค์เพื่อแสวงหากำไร คณะกรรมการบริหารสมาคมในปัจจุบัน ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทเอกชนไทยหรือเป็นเจ้าของธุรกิจในเมียนมามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่เราอยากเห็นคือการเติบโตและการที่คนไทยได้รับประโยชน์ แม้ในสถานการณ์ที่อาจมีปัญหาในระดับประเทศ แต่ก็ยังมีช่องทางช่วยคนไทยให้สามารถดำเนินการได้ต่อไป”
จุดนี้เองที่เป็นดั่งที่มาของ TBAM ซึ่งนายณัฐพงศ์อธิบายว่า เดิมทีภาคธุรกิจของคนไทยในเมียนมาค่อนข้างกระจายตัวและปลีกวิเวก อาจมีการคบหาสมาคมเฉพาะบางธุรกิจที่มีความสนิทสนมกัน ส่วน TBAM ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1997 ในช่วงแรกจะเป็นการรวมกลุ่มในลักษณะโซเชียลคลับ ที่อาจไม่ได้มีเป้าหมายทางธุรกิจมาเกี่ยวโยงหรือการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งเพื่อต่อรองมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนในช่วงหลังมานี้็นข้อดีของการสร้างความเป็นหนึ่งที่เดียวที่เข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งแน่นอนว่ามีสถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เข้ามาเป็นตัวกลางและมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว จนร่วมกันพัฒนาและกลายมาเป็น สมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมาที่มุ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนธุรกิจไทยและต่างประเทศ
“ความร่วมมือกันระหว่างสถานทูตซึ่งเป็นภาครัฐและสมาคมฯ ที่เป็นภาคเอกชนจะทำให้การดำเนินงานพัฒนาไปข้างหน้าอย่างครบวงจร ทั้งในแง่ของการผลักดันนโยบายรัฐที่เอกชนสามารถมีส่วนร่วม หรืองานภาคธุรกิจที่หน่วยงานราชการสามารถเข้ามาสนับสนุน นี่คือการก้าวหน้าไปด้วยกันของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้การลงทุนและนักธุรกิจไทยในเมียนมาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น” นายณัฐพงศ์เน้นย้ำ
สุดท้ายสำหรับแผนงานในอนาคตของ TBAM นายณัฐพงศ์กล่าวว่ามีความมุ่งหวังที่จะกระจายข้อมูลที่สำคัญให้แก่นักธุรกิจไทยที่ต้องการค้าขายและลงทุนในเมียนมาให้มากขึ้น เพื่อให้พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ในประเทศนี้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งตอกย้ำกลับคนไทยว่า สถานการณ์ในเมียนมาดีขึ้นจนแทบเป็นปกติ ดังนั้นจึงมีความเชื่อมั่นว่าทิศทางของธุรกิจไทยในประเทศนี้มีทางออกและทางเลือกมากขึ้นในขณะนี้

