‘BT Group’ โทรคมนาคมผู้ดี จ่อลอยแพ พนง. 55,000 คนภายใน 2030 นี้ ทำหุ้น บ.ดิ่งฮวบ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ว่า บริษัท บีที กรุ๊ป (BT Group) ผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารรายใหญ่ของอังกฤษ จ่อปลดพนักงานสูงถึง 55,000 ราย ภายในปี 2030 นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ภาคเทคโนโลยีประกาศปรับลดโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงลิ่วในปัจจุบัน
แผนการลอยแพพนักงานซึ่งคิดเป็น 42% ของอัตรากำลังคนทั้งหมด 130,000 คน ซึ่งรวมถึงลูกจ้างของบีที กรุ๊ปนี้ เกิดขึ้น 2 วันหลังจากที่ โวดาโฟน (Vodafone) ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของอังกฤษเปิดเผยแผนการปลดพนักงานจำนวน 11,000 ตำแหน่ง หรือประมาณหนึ่งในสิบของกำลังคนทั้งหมดในช่วงสามปีข้างหน้า
นักวิเคราะห์จากอินเตอร์แอคทีฟ อินเวสเตอร์ (Interactive Investor) บริษัทด้านการลงทุนของอังกฤษ กล่าวว่า บริษัททั้งสองต่างพยายามต่อสู้กับแรงกดดันต่างๆ ทั้งจากเงินเฟ้อ รวมถึงต้นทุนด้านพลังงาน
บีที กรุ๊ป ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า บริษัทจะปรับลดจำนวนพนักงานลงเหลือประมาณ 75,000 ถึง 90,000 คนในอีก 5-7 ปีข้างหน้า โดยที่ในปัจจุบัน บีทีกำลังดำเนินการลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ภายใต้แผนการที่เปิดตัวเมื่อสามปีที่แล้ว
ฟิลิป เจนเซน ประธานผู้บริหารของ บีที กรุ๊ป กล่าวว่า ภายในช่วงสุดท้ายของปีทศวรรษที่ 2020 บริษัทจะใช้อัตรากำลังคนที่มีขนาดเล็กลงและพึ่งพิงฐานต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก โดยบีที กรุ๊ปกำลังสำรวจฉากหลังของเศรษฐกิจมหภาคที่มีความพิเศษ และว่าบริษัทที่มีการปรับโครงสร้างให้เล็กลงนี้ จะเป็นธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นพร้อมด้วยอนาคตที่สดใส รวมถึงจะมีการเปลี่ยนวิธีการทำงานของบริษัทให้เป็นดิจิทัลและลดความซับซ้อนของโครงสร้างต่างๆ เพิ่มขึ้น
บีที กรุ๊ปกล่าวด้วยว่า หากมีการเปิดตัวเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ออฟติก 5จี อย่างสมบูรณ์ และมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แล้ว บริษัทจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพนักงานจำนวนมากในการสร้างและดูแลรักษาระบบต่อไป
หลังจากที่บีที กรุ๊ปประกาศแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ ราคาหุ้นของบริษัทก็ร่วงลงเกือบ 9% ระหว่างการซื้อขายในช่วงเช้าของตลาดหุ้นลอนดอนที่มีความร้อนแรง และอยู่ที่ 138.95 ในเวลาต่อมา ปรับตัวลดลง 6.2% จากราคาปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (16 พ.ค.)
ทั้งนี้ ข่าวร้ายนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ภาคเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงเมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊ก (Facebook) ลดการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่งในปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก

