อาเซียนกับเมียนมา ปัญหาที่ยากจะแก้

23.05.23 | 06:43 น.

อาเซียนกับเมียนมา
ปัญหาที่ยากจะแก้

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 42 ที่เมืองลาบวน บาโจ ของอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการประชุมผู้นำอาเซียนแรกในปีนี้ที่เป็นการหารือระหว่างผู้นำอาเซียนด้วยกันเอง มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่างเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมายังคงครอบงำการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กองทัพเมียนมานำโดยพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของนางออง ซาน ซูจี มานานกว่า 2 ปี

เริ่มกันตั้งแต่ในการหารือระหว่างรับประทานอาหารค่ำของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมผู้นำ ก็ได้มีการหยิบยกเอกสารที่ทางกระทรวงต่างประเทศเมียนมาส่งมาให้กับอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เพื่อชี้แจงถึงความพยายามของเมียนมาในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ เสถียรภาพ และประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำงานให้เกิดการสอดประสานกันตามโรดแมป 5 ข้อของเมียนมากับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน

เมียนมาได้จำแนกการดำเนินการออกเป็น 8 ข้อประกอบด้วย 1.การให้ความร่วมมือกับผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน ซึ่งเมียนมาระบุว่าได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน 2.ข้อริเริ่มการเจรจาเพื่อสันติภาพของสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) 3.รายงานเกี่ยวกับการก่อการร้ายที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDFs) 4.ความพยายามในการฟื้นฟูเสถียรภาพ สันติภาพ และหลักนิติธรรม 5.ความพยายามในการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค 6.การนิรโทษกรรมผู้ต้องหา 7.การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่าน AHA Centre และ 8.การส่งกลับผู้พลัดถิ่นจากรัฐยะไข่ ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการรับผู้พลัดถิ่นชุดแรก 800 คนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีถิ่นฐานอยู่ในรัฐยะไข่จริงกลับมาแล้ว

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เมียนมามองว่าเป็นพัฒนาการที่แม้ว่ายังดูไม่เพียงพอในสายตาของชาติสมาชิกอาเซียน แต่ก็ยังเป็นความพยายามที่จะชี้แจงจากฝ่ายเมียนมา ซึ่งจะว่าไปก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องดีที่เมียนมายังมีการสื่อสารกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตั้งแต่มีการยึดอำนาจ อาเซียนก็ประกาศไม่เชิญผู้แทนฝ่ายการเมืองเมียนมาเข้าร่วมประชุม แต่ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM) อาเซียนก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำอาเซียนก็ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย ขณะที่เก้าอี้ผู้แทนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้นำเมียนมาก็ยังคงว่างเปล่า เช่นที่เป็นมาตลอด 2 ปี

Advertisement

สิ่งที่เห็นได้ในปีนี้คือการแสดงท่าทีของอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนที่มีต่อเมียนมานั้นเปลี่ยนไป แม้ว่า ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย จะประกาศระหว่างแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมโดยพูดตรงๆ ว่า การปฎิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนในเรื่องเมียนมานั้นยังไม่มีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญ และอาเซียนจะต้องมีเอกภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป แต่อินโดนีเซียก็ประกาศก่อนหน้าการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เช่นกันว่า จะใช้ “การทูตแบบเงียบๆ” เพื่อแก้ไขปัญหาในเมียนมา เรียกได้ว่าเปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศาจากก่อนหน้านี้ ที่ดูเหมือนอินโดนีเซียจะกลายเป็นหัวหอกสำคัญในการออกมากดดันเมียนมาผ่านสื่อ

แน่นอนว่าความเห็นของผู้นำอาเซียนต่อเมียนมายังคงมีความแตกต่าง ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ประนีประนอมรอมชอมกับเมียนมามากไป และพยายามจะแสดงบทบาทเป็นคนที่ช่วยเหลือหรือเข้าข้างเมียนมาในสายตาของบางชาติ แต่ต้องตระหนักว่าด้วยพรมแดนที่ติดกับเมียนมาถึง 2,400 กิโลเมตร ไทยจึงเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและความรุนแรงในเมียนมาก่อนใครในอาเซียน เงื่อนไขดังกล่าวไม่เปิดให้ไทยสามารถตั้งตนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่เปิดช่องทางสำหรับพูดคุยกับรัฐบาลเมียนมาทั้งหมดได้
ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เดินทางไปร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตยังเป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาในเมียนมาทุกวันนี้มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินทองหรืออาวุธ ที่กลายเป็นปัจจัยให้ปัญหายิ่งลุกลามบานปลายจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่กระทบกับภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดได้ในที่สุด ทั้งยังรวมถึงปัญหาข้ามพรมแดนอื่นๆ อย่างอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ ไปจนถึงอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นผลพวงจากความไม่สงบในเมียนมาเช่นกัน

AP

หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากข้อสังเกตุของนายดอน คือการที่ผู้นำอาเซียนได้ออกแถลงการณ์แยกในเรื่องการจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีในทางมิชอบ เพื่อแสดงความห่วงกังวลและวางแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือทั้งระหว่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา รวมถึงองค์กรภายใต้สหประชาชาติในการสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากที่สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาทำให้เมืองบางแห่งกลายเป็นจุดศูนย์กลางในการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีคนของชาติสมาชิกอาเซียน ทั้งคนไทย กัมพูชา มาเลเซีย และแม้แต่อินโดนีเซียที่เป็นประเทศเกาะซึ่งอยู่ห่างไกล ก็พากันถูกหลอกลวงและกลายเป็นเหยื่อของกลุ่มค้ามนุษย์ เพื่อชักจูงเข้าสู่วงการอาชญากรรมไซเบอร์นั่นเอง

นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนสิ่งที่ไทยห่วงกังวลได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าขณะที่สมาชิกอาเซียนอีกหลายชาติก็ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาดังกล่าว หลังเวลาผ่านพ้นไป 2 ปีกว่า ผ่านการเป็นประธานอาเซียนของชาติสมาชิกเข้าสู่ประเทศที่ 3 ข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาในเมียนมาไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ง่ายในชั่วข้ามคืน น่าจะเป็นที่ตระหนักรู้มากขึ้น แม้ว่าความเห็นเกี่ยวกับหนทางในการเจรจากับเมียนมยังคงมีความแตกต่างกันอยู่ ระหว่างการหันไปพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหา หรือจะยังคงกีดกันและประณามเมียนมาต่อไป พร้อมๆ กับการกดดันให้เมียนมาต้องเดินหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนอย่างจริงจัง

การโจมตีขบวนรถของศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) และทีมติดตามความคืบหน้าของอาเซียนในเมียนมา ที่ผู้นำอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ประณามแยกเป็นการเฉพาะในการประชุมครั้งนี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความรุนแรงที่ลุกลามบานปลายในเมียนมา ที่แม้แต่ขบวนรถเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียนให้กับชาวเมียนมายังกลายเป็นเป้าโจมตีไปได้ เพราะท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน สถานการณ์อันไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ และอาจมาจากฝีมือของฝ่ายใดก็ได้ทั้งนั้น

การออกมาประณามการโจมตีที่เกิดขึ้น แสดงความห่วงกังวลเหตุรุนแรงในเมียนมาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้มีการยุติความรุนแรงทุกรูปแบบรวมถึงการใช้กำลังในทันที เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที การเจรจาที่ครอบคลุม การสนับสนุนความพยายามของประธานอาเซียน ซึ่งรวมถึงความพยายามในการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในเมียนมา และการสนับสนุนให้มีความคืบหน้าในการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียน ที่สุดแล้วอาจเป็นเพียงข้อความบนแผ่นกระดาษที่คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายในเมียนมาไม่ได้ให้ความสำคัญ

ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างยังมีกองหนุน ความรุนแรงและการเจรจาก็คงยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะไม่มีการแก้ไขและยุติปัญหาไม่ว่าจะในที่ใด เกิดขึ้นได้จากการไม่พูดคุย และไม่มีความขัดแย้งใดจะจบลงได้ ตราบที่ความไว้วางใจระหว่างกันยังไม่เกิด

เมื่อหันกลับมามองการตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลหลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ก็ต้องบอกว่านี่คือหนึ่งในพัฒนาการที่ถูกจับจ้องทั้งจากโลกและอาเซียนเช่นกันว่า ที่สุดแล้วหน้าตาและนโยบายของรัฐบาลใหม่ของไทยจะส่งผลกระทบอย่างไรกับจุดยืนของไทยต่อปัญหาในเมียนมาด้วยหรือไม่ แต่ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของไทยในทุกมิติ ที่ต้องคิดให้รอบคอบและรอบด้านอย่างแท้จริง

AP