
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ตำรวจจอร์แดนเปิดเผยว่า พบระเบิดเข็มขัดฆ่าตัวตายและวัตถุระเบิดอื่นๆภายในที่กบดานของกลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองคารัค จุดท่องเที่ยวดังที่มีปราสาทเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 12 ตั้งอยู่ ซึ่งห่างจากกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน ไปทางใต้ราว 120 กิโลเมตร ในเหตุการณ์ยิงปะทะที่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเมื่อวันอาทิตย์(18 ธ.ค.)ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนถูกยิงสังหารเสียชีวิตรวมกัน 10 ราย ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาอยู่ด้วย 1 ราย ส่วนกลุ่มมือปืนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงดับ 4 ราย

หน่วยงานความมั่นคงของจอร์แดนแถลงว่า เหตุโจมตีเริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายของวันเกิดเหตุเมื่อตำรวจชุดลาดตระเวณเดินทางไปตรวจเช็กบ้านหลังหนึ่งในเมืองคารัค เมื่อไปถึงได้ถูกกลุ่มมือปืนที่อยู่ในบ้านหลังดังกล่าวยิงเข้าใส่ ส่งผลให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่กลุ่มมือปืนจะขึ้นรถหลบหนีเข้าไปยังปราสาทเก่าแก่ของเมืองคารัค หลังจากนั้นได้มีการยิงต่อสู้กันระหว่างกลุ่มมือปืนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านนอกปราสาท ส่งผลให้ตำรวจและผู้คนที่ผ่านไปมาบริเวณนั้น รวมถึงนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ

ในจำนวนผู้เสียชีวิต 10 ราย เป็นตำรวจ 7 นาย นักท่องเที่ยวหญิงชาวแคนาดา 1 ราย และพลเรือนชาวจอร์แดนอีก 2 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บมี 34 ราย เป็นตำรวจและพลเรือน ขณะที่กระทรวงต่างประเทศมาเลเซียเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีที่จอร์แดนด้วย 2 ราย

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยว่า กลุ่มมือปืน 4 คนที่หลบอยู่ในปราสาทคารัค ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปิดล้อมปราสาทอยู่ ยิงสังหารเสียชีวิต โดยทั้งหมดเป็นชาวจอร์แดนที่เป็นสมาชิกของเซลก่อการร้ายที่เชื่อว่าน่าจะเป็นเครือข่ายของนกองกำลังรัฐอิสลาม(ไอเอส) และยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ายังมีคนร้ายที่ลอยนวลหลบหนีไปได้ด้วยหรือไม่
ก่อนหน้านั้น นายฮานี อัล-มัลกี นายกรัฐมนตรีจอร์แดน กล่าวว่า กลุ่มมือปืนซึ่งมี 10 คน ได้ซ่อนตัวอยู่ในป้อมปราสาท ทว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระบุว่า กลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุน่าจะมีกันอยู่ 5-6 คน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจอร์แดนตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิม และจอร์แดน ยังเป็นหนึ่งในกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกา ที่ต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลาม(ไอเอส)ในประเทศอิรักและซีเรีย โดยจอร์แดนยังร่วมโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสและให้กองกำลังพันธมิตรใช้ดินแดนตนเองเป็นที่มั่นในปฏิบัติการโจมตีกลุ่มไอเอสด้วย
