ในระบบราชการขนาดใหญ่ของไทย มีข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถและมีความรู้เฉพาะทางมากมายซ่อนตัวอยู่ หลายคนถูก “ระบบ” ดูดกลืนจนไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้ หลายคนท้อใจ และอีกหลายคนก็ทนรับสภาพกันไป ที่ผ่านมาการเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพไม่สามารถปฏิรูประบบราชการนี้ได้สำเร็จ หรือแม้ว่าจะมีการริเริ่มปฏิรูปภาครัฐใหม่ในยุคนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่ความไม่มั่นคงทางการเมืองในช่วงเกือบ 20 ปีมานี้ ย่อมทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
นโยบายต่างประเทศของไทยที่มีต่อพม่าเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนกับดักของรัฐราชการ หลังรัฐประหารปี 2557 ท่าทีของไทยที่มีต่อพม่าไม่มีความชัดเจน และก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศกลุ่มโลกเสรีอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในยุครัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้พรรค NLD หรือหลังรัฐประหารปี 2021 ไทยยังไม่มีกรอบหรือแนวคิดที่เป็นรูปธรรม เอ็น. กาเนซาน (N. Ganesan) วิเคราะห์ท่าทีของไทยที่มีต่อพม่าในยุคหลังรัฐประหารว่าไทยมีท่าทีที่แตกต่างและเป็นมิตรกับพม่ามากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ผู้นำระดับรัฐมนตรีของไทยก็เคยเดินทางไปเยือนพม่าหลายครั้ง มากกว่าประเทศมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์มหาศาลในพม่าอย่างจีนเสียอีก ในปี ค.ศ.2021 สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถาม ดอน ปรมัตถ์วินัย และใช้คำว่าเป็นการไปเยือนแบบ “ลับๆ ล่อๆ” ในขณะที่ประเทศที่มีสถานะเป็นผู้นำอาเซียนกลายๆ ทั้งอินโดนีเซียและสิงคโปร์สงวนท่าทีที่มีต่อพม่าอย่างมาก เพราะเกรงข้อครหาจากประชาคมโลกและเป็นเรื่องของการรักษาความสง่างามของรัฐบาลของเขาด้วย
ผู้เขียนค่อนข้างจะมั่นใจว่าในบรรดาประเทศทั้งหมดในอาเซียน พม่ามีท่าทีที่เป็นบวกกับไทยมากที่สุด และไทยภายใต้ระบบราชการแบบเดิมก็มองว่าไทยจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติของพม่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศหมายถึงความมั่นคงทางพลังงานของไทย ความมั่งคั่งของการค้าชายแดน และความสงบตามแนวชายแดนไทย-พม่ายังเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่สำคัญของไทย การคบหากับเพื่อนบ้านอย่างพม่าจึงไปในแนว “บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น” ไม่ว่าประชาคมโลกหรืออาเซียนจะพยายามขับเคลื่อนนโยบายที่จะนำพม่ากลับสู่การเจรจาสันติภาพและเส้นทางประชาธิปไตยเพียงใด ไทยจะสงวนท่าทีไว้เสมอ
ผู้เขียนจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยพบผู้ใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ใหญ่คนนั้นพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงกับผู้เขียนว่า “อาจารย์ไม่มีวันรู้อะไรทั้งหมดหรอก เพราะฉะนั้นก็อย่าวิเคราะห์อะไรมากนักเลย” เพียงเพื่อจะแสดงออกว่าไม่มีใครรู้เรื่องพม่าดีไปกว่าข้าราชการในกระทรวง
เมื่อไทยไม่ได้มีนโยบายต่อพม่าที่จะทำให้ทั่วโลกเขาสรรเสริญ หรือทำตัวให้เป็นหนึ่งในผู้นำอาเซียนอย่างสมน้ำสมเนื้อ คำถามคือแล้วจะทำอย่างไรเล่า ไทยถึงจะกู้ศักดิ์ศรีในเวทีการเมืองระหว่างประเทศขึ้นมาได้ ในฐานะที่ผู้เขียนคลุกคลีกับประเด็นเรื่องพม่า ก็ต้องบอกว่าพม่านี่ล่ะค่ะจะเป็นกุญแจสำคัญที่กู้ความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลกขึ้นมาได้จริงๆ
นอกจากไทยจะมีเขตแดนติดพม่ายาวกว่า 2,400 กิโลเมตรแล้ว ไทยยังเป็นประเทศ “เสรี” เดียวที่มีพรมแดนติดกับพม่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดความไม่สงบภายในพม่า ไทยก็จะเป็นแหล่งรับผู้ลี้ภัยจากพม่า จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ไทยแบ่งกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ (irregular immigrants) หรือที่เราเรียกรวมๆ แบบติดปากว่าผู้ลี้ภัย เอาไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ผู้หนีความไม่สงบชาวเมียนมา ชาวอุยกูร์ ชาวโรฮีนจา ชาวเกาหลีเหนือ และผู้หนีภัยในเขตเมือง ในปัจจุบันมีพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า 9 แห่ง ใน 8 อำเภอ 4 จังหวัด ด้านพม่า มีจำนวนประชากรประมาณ 77,000 คน และจากสถานการณ์ล่าสุดที่กองทัพพม่าเร่งเผด็จศึกกองกำลังฝ่ายต่อต้าน โดยปูพรมทิ้งระเบิดในพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกองกำลังฝ่ายต่อต้านและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ จนทำให้มีประชาชนฝั่งพม่าหนีตายเข้ามาในไทยอีกส่วนหนึ่ง นโยบายพื้นฐานของรัฐบาลไทยคือการผลักดันผู้อพยพออกไปให้ได้มากที่สุด ทั้งผลักกลับประเทศต้นทาง หรือผลักดันไปประเทศที่สาม แต่เมื่อตัวเลือกทั้งสองเป็นไปได้ยากมากขึ้น ความกดดันก็มาอยู่ที่ไทยว่าจะมีมาตรการรับมือกับวิกฤตผู้อพยพที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไร
เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เขียนได้รับเชิญจากเพื่อนให้ไปบรรยายสรุปเรื่องผลการเลือกตั้งของไทยกับผลที่จะมีต่อพม่า มีผู้เข้าร่วมเป็นภาคประชาสังคมทั้งในและนอกพม่ามากถึง 250 คน ก่อนการจะเริ่มขึ้น ผู้จัดงานบรีฟให้ผู้เขียนฟังว่าจะมีคำถามเยอะ เพราะภาคประชาชนรวมทั้งฝ่ายต่อต้านคณะรัฐประหารให้ความสนใจและคอยจับตามองการเลือกตั้งในไทยอย่างใกล้ชิดจริงๆ คำถามที่สะท้อนจากผู้เข้าร่วมการบรรยายชี้ว่าชาวพม่ามอบความหวังให้รัฐบาลไทยชุดใหม่เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาหลายระดับ ทั้งปัญหาด้านผู้ลี้ภัย หรือการกระตุ้นให้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักของอาเซียนเพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างสันติภาพในพม่าให้ได้
ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ผู้ที่ออกแอ๊กชั่นเรื่องการเจรจาเพื่อนำพม่ากลับไปสู่ครรลองประชาธิปไตยแบบเดิมคืออาเซียน และเกิดโรดแมปที่เรียกว่า “ฉันทามติ 5 ข้อ” อย่างไรก็ดี เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่คณะรัฐประหารเมินโรดแมปนี้โดยสิ้นเชิง และทำให้การเจรจาใดก็ตามไม่เกิดมรรคผล ผู้เขียนยังมองว่าหากไทยมีนโยบายที่เกี่ยวกับพม่าโดยตรง ที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเป้าหมายด่านแรกคือการบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในฝั่งพม่าก่อน และด่านที่สองคือเป็นผู้นำการเจรจากับพม่าในเวทีอาเซียน เพียงแค่นี้ก็จะดึงภาพลักษณ์ด้านการต่างประเทศของไทยขึ้นมาได้ หากรัฐบาลใหม่มีพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเป็นแกนนำ ผู้เขียนเชื่อว่ายังไงเสีย นโยบายที่เกี่ยวกับพม่าที่อธิบายมาก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
กลับมาดูภายในประเทศ ประเทศไทยมีแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายหลายล้านคน ในสถานการณ์ที่ไทยขาดแคลนแรงงาน เด็กเกิดน้อยลง และเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นกำลังขับเคลื่อนประเทศในภายภาคหน้า แต่ที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้กลับถูกขูดรีด ไม่ได้รับค่าจ้างเท่ากับแรงงานไทย และเป็นเป้าหมายของขบวนการค้ามนุษย์ เมื่อรัฐบาลใหม่มีเป้าหมายเพื่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน สิทธิทั้งหมดนี้ย่อมครอบคลุมพี่น้องแรงงานต่างชาติทั้งหมดที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยมาตลอด ด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายลงในฝั่งพม่า คาดเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคตจะมีแรงงานผิดกฎหมายหลั่งไหลเข้ามาในไทย รัฐบาลใหม่ควรทำให้การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติง่ายขึ้น เพื่อนำคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบ
ท้ายที่สุดแล้ว ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าความมั่นคงภายในของพม่าหมายถึงความมั่นคงในไทย ทั้งความมั่นคงในความหมายเดิมคือด้านดินแดนและการทหาร การอยู่รอดของไทยในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก อีกทั้งการเติบโตของภาคธุรกิจของไทยอีกด้วย

