ย่ำแย่! ซูดานยังปะทะเดือด หลังเจรจาหยุดยิงล้มเหลว-สหรัฐคว่ำบาตร
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สถานการณ์ความรุนแรงในกรุงคาร์ทูม ประเทศซูดานยังปะทะไม่หยุดจากการระดมยิงอย่างหนักเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ขณะที่การต่อสู้ระหว่างกองทัพซูดานและ Rapid Support Forces (RSF) ของซูดานทวีความรุนแรงขึ้น แม้ว่าจะมีการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา ภายหลังความล้มเหลวในการเจรจาหยุดยิงที่ทางสหรัฐและซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ผลักดันหลัก
พยานรายงานว่ามีการยิงปืนใหญ่ในภาคตะวันออกของกรุงคาร์ทูมและพื้นที่รอบ ๆ อาคารสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในเมืองออมดูร์มาน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง
ทั้งนี้เป็นเวลาเกือบ 7 สัปดาห์แล้วที่กรุงคาร์ทูมและพื้นที่ทางตะวันตกของภูมิภาคดาร์ฟูร์ ประสับกับการสู้รบที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพที่ภักดีต่อนายพลอับเดล ฟัตตาห์ อัล-เบอร์ฮาน ผู้นำโดยพฤตินัยของกองทัพ และกองกำลัง RSF ซึ่งรับคำสั่งจากนายพลโมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล รองผู้นำซูดาน แม้ว่าจะมีความพยายามหลายครั้งในการเจรจาหยุดยิงด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมก็ตาม
กองทัพซูดานได้ประกาศว่ามีการรวบรวมกำลังเสริมจากส่วนอื่นๆ ของซูดานเพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการในพื้นที่คาร์ทูม
โคลูด คาอีร์ นักวิเคราะห์ชาวซูดานคาดการณ์ว่า กองทัพเปิดฉากรุกครั้งใหญ่เพื่อกวาดล้างกองกำลัง RSF ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารออกจากพื้นที่

ด้านสหรัฐได้คว่ำบาตรคู่อริทั้ง 2 ในเหตุการณ์นี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน และถือว่าทั้งกองทัพและกองกำลัง RSF มีส่วนต้องรับผิดชอบในการก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดที่น่าสยดสยองนี้
โดยกระทรวงการคลังสหรัฐทำการขึ้นบัญชีดำบริษัทอาวุธหลักของกองทัพซูดาน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท Defense Industries System และบริษัท Sudan Master Technology รวมถึงบริษัทเหมืองทอง Al Junaid Multi Activities Co และบริษัทค้าขายอาวุธ Tradive General Trading ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของนายพลโมฮัมเหม็ดและครอบครัว ผู้นำของกองกำลัง RSF อีกด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ประกาศใช้ข้อจำกัดด้านวีซ่ากับทั้งกองทัพและเจ้าหน้าที่ของ RSF โดยระบุว่าพวกเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการบ่อนทำลายการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตยของซูดาน แต่ไม่ได้มีการระบุรายชื่อผู้ที่ถูกลงโทษ
อย่างไรก็ดี เหล่านักวิเคราะห์ได้ตั้งคำถามต้องประสิทธิภาพของการคว่ำบาตรที่สหรัฐใช้ลงโทษคู่ปะทะทั้ง 2 ที่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถรู้ผลการสู้รบได้อย่างเด็ดขาด โดยฝ่ายกองทัพครอบคอรงขีดความสามารถทางอากาศและอาวุธหนัก แต่นักวิเคราะห์มองว่ากองกำลัง RSF มีความได้เปรียบเรื่องความคล่องตัวและเหมาะสมกับการทำสงครามในเมืองมากกว่า
หลังจากกองทัพประกาศยุติการเจรจาหยุดยิงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ก็ได้ทำการโจมตีฐานทัพ RSF ที่สำคัญในกรุงคาร์ทูม โดยคณะกรรมการทนายความด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า การระเบิดหนึ่งได้ตกใส่ตลาดในเมืองดังกล่าว ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 18 รายและบาดเจ็บ 106 คน
ขณะที่เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน กองทัพซูดานกล่าวว่ารู้สึกตกใจที่สหรัฐและซาอุฯ ตัดสินใจระงับการเจรจาหยุดยิงโดยไม่ตอบสนองต่อข้อเสนอของกองทัพ และว่า พวกเขายังคงอยู่ในเจดดาห์ด้วยความหวังว่าเหล่าผู้ไกล่เกลี่ยจะปรับท่าทีให้ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่จะเป็นการรับประกันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงการหยุดยิง แม้ฝ่ายกองทัพจะเป็นผู้ถอนตัวออกจากการเจรจาก่อนก็ตาม
ทั้งนี้ โครงการข้อมูลเหตุการณ์และสถานที่ความขัดแย้งทางอาวุธ (Armed Conflict Location and Event Data Project) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวบรวมเหตุความรุนแรงระบุว่า ตั้งแต่ที่การสู้รบในซูดานประทุตัวขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วกว่า 1,800 ราย ส่วนสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวมีประชาชน 1.2 ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในซูดานและกว่า 425,000 คนได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว

