สำนักข่าวเอเอฟพี เผยแพร่รายงานของสำนักงานสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (โนอา) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมระบุว่า ปี 2559 น่าจะเป็นปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดในโลกยุคใหม่ ในขณะที่ระดับน้ำแข็งในทะเลของทั้งขั้วโลกเหนือและใต้มีระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์
โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปปกคลุมชั้นบรรยากาศเอาไว้ ซึ่งส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนิโญที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณแนวเส้นศูนย์สูตรอุ่นขึ้น และยิ่งทำให้เกิดความร้อนที่รุนแรงมากขึ้น
รายงานของโนอาระบุด้วยว่า เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นเดือนพฤศจิกายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 5 นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมาเมื่อปี พ.ศ.2423 แต่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของ 11 ปีแรกที่ผ่านมาถือว่าสูงผิดปกติ โดยอุณหภูมิทั่วโลกทั้งบนบกและพื้นผิวมหาสมุทร สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิของศตวรรษที่ 20 ซึ่งอยู่ที่ 57.2 องศาฟาเรนไฮต์ (14 องศาเซลเซียส) ถึง 1.69 องศาฟาเรนไฮต์ (0.94 องศาเซลเซียส) และถือว่าปีนี้เป็น 11 เดือนแรกที่อุณหภูมิสูงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2423 และมากกว่าปี 2558 ที่ทำสถิติสูงสุดเอาไว้ก่อนหน้านี้ 0.13 องศาฟาเรนไฮต์
โนอาระบุด้วยว่า ด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นบนโลก ส่งผลทำให้ระดับน้ำแข็งในทะเลของทวีปอาร์กติกลดลงเหลือน้อยที่สุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีการแผ่ขยายออกไปน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมาเมื่อปี 2522 โดยมีการแผ่ขยายของผืนน้ำแข็งออกไปเพียง 1.9 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงปี 2524-2553
เช่นเดียวกับที่ทวีปแอนตาร์กติก ที่น้ำแข็งในทะเลมีการแผ่ขยายออกไปน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

