ในยีนของคนที่ไม่เจ็บปวด
สัปดาห์ที่แล้วผมเล่าเรื่องของ โจ คาเมรอน สุภาพสตรีชาวสก๊อตวัย 74 ปีที่ไม่เคยรู้สึกถึงความเจ็บ ความปวด แม้ว่าจะโดนมีดบาด หรือเจอเหตุการณ์ถึงขั้นกระดูกกระเดี้ยวแตกหัก แถมบาดแผลที่เกิดกับเธอยังหายเร็วกว่าคนปกติทั่วไป ทั้งยังแทบไม่มีความกระวนกระวายใจหรือหวาดกลัวใดๆ เลยอีกต่างหาก
ทีมวิจัยของ มหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน (University College London-UCL) นำตัวเธอมาศึกษาวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อน แล้วตรวจสอบพบการกลายพันธุ์ใน “ยีน” หรือหน่วยที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ ในร่างกายของคาเมรอน 2 ตัว ซึ่งทีมวิจัยเชื่อว่าเป็นที่มาของลักษณะจำเพาะของคาเมรอน ที่ทำให้ทุกคนพิศวงงงงวยกัน
ยีนตัวแรกที่พบว่ากลายพันธุ์ในตัวคาเมรอนเป็นที่รู้จักกันมาก่อนแล้ว เรียกว่า FAAH เป็นที่รู้กันว่าเป็นหน่วยพันธุกรรมที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับความเจ็บปวด, อารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำ
ยีนตัวที่สองที่กลายพันธุ์นั้นไม่เคยเป็นที่รู้จักกันมาก่อนว่าทำหน้าที่อะไร ในแวดวงวิทยาศาสตร์คิดกันว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มของ ยีนขยะ (junk gene) หรือยีนที่ไม่มีหน้าที่ใดๆ แต่จากการศึกษากรณีของคาเมรอนกลับพบว่ายีนตัวนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อในการแสดงออกถึงหน้าที่ของ FAAH เลยตั้งชื่อมันไว้ว่า FAAH-OUT
นั่นคือทั้งหมดที่ทีมศึกษาวิจัยของยูซีแอลค้นพบเมื่อปี 2019 แต่การศึกษาไม่ได้จบลงแค่นั้น ทีมยังคงศึกษาวิจัย โจ คาเมรอน อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายลำดับต่อมาของทีมก็คือ ค้นหาให้ได้ว่า FAAH-OUT ทำหน้าที่ในทางชีววิทยาอย่างไร
รายงานผลการศึกษาวิจัยครั้งใหม่เกี่ยวกับยีนที่กลายพันธุ์ของ โจ คาเมรอน เพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ “เบรน” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เอง
ในการศึกษาวิจัยรอบใหม่นี้ ทีมวิจัยใช้วิธีการหลายอย่างด้วยกันในการศึกษา “หน้าที่” ของ FAAH-OUT รวมทั้งวิธีการใหม่เอี่ยมอย่าง CRISPR gene editing หรือการตัดต่อพันธุกรรม โดยการนำเซลล์มาตัดแต่งยีนเสียใหม่เพื่อดูว่าการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อยีนอื่นๆ อย่างไร รวมทั้งการนำเอาตัวอย่างของ ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) จากกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ เพื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบว่า FAAH กับ FAAH-OUT ส่งผลต่อโยงใยในการทำหน้าที่ของยีนในระดับโมเลกุลอื่นๆ อย่างไรกันบ้าง
สิ่งที่ทีมวิจัยพบก็คือ การกลายพันธุ์ของ FAAH และ FAAH-OUT ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของยีนอื่นๆ อีกมากมาย มีทั้งที่ถูกการกลายพันธุ์นี้ “ปิดการทำงาน” ไป รวมทั้งมีอีกไม่น้อยเช่นกันที่ถูก “เปิดการทำงาน” ขึ้นมาจากการกลายพันธุ์ดังกล่าว
ทีมวิจัยพบว่า นอกจาก FAAH ที่เป็นยีนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความเจ็บปวด, อารมณ์ความรู้สึกและความจำ จะถูกปิดการทำหน้าที่แล้ว การกลายพันธุ์ยังส่งผลให้เกิดการปิดการทำงานของยีนอีก 348 ตัวไปพร้อมกันอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน การกลายพันธุ์นี้ก็เป็นตัวการทำให้ยีนอีกมหาศาลถึง 797 ตัวถูกกระตุ้นให้ทำหน้าที่หรือ “เปิดการทำงาน” ขึ้นมา
ในบรรดายีนที่ถูกกระตุ้นให้เปิดการทำงานขึ้นมาเป็นจำนวนมากเหล่านั้น มีหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับสภาวะที่ โจ คาเมรอน เป็นอยู่ คือ ยีน WNT ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกระบวนการเยียวยาบาดแผลที่โจ คาเมรอนได้รับ ทำให้แผลของเธอหายเร็วกว่าคนทั่วไป
อีกตัวก็คือ BDNF ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับการกำหนดหรือควบคุมอารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายก็คือ ACKR3 ซึ่งเป็นยีนที่กำหนดระดับของโอปิออยด์ (opioid) ที่่ร่างกายผลิตขึ้น โดยต่อมใต้สมองและในกระดูกไขสันหลังของคนเรา เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดนั่นเอง
นพ.แอนเดร โอโคโรคอฟ หนึ่งในทีมวิจัยครั้งใหม่นี้ระบุว่า ยีน FAAH-OUT และการทำหน้าที่ของยีนตัวนี้ เป็นเพียง “ส่วนเสี้ยวเล็กๆ” ของ “ทวีปมหึมา” ที่งานวิจัยครั้งนี้เริ่มดำเนินการจัดทำเป็น “แผนที่” ขึ้นมา พร้อมๆ กับกลุ่มโมเลกุลที่เป็นพื้นฐานของการไร้ความเจ็บปวดทั้งหมด
“การตรวจสอบครั้งนี้ ทำให้ทีมวิจัยสามารถบ่งชี้ถึงเส้นทางเชื่อมโยงโมเลกุลที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและการเยียวยาบาดแผล ซึ่งทั้งหมดได้รับอิทธิพลจากการกลายพันธุ์ของยีน FAAH-OUT ทั้งสิ้น”
โอโคโรคอฟย้ำว่า ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คิดว่าการค้นพบครั้งนี้จะส่งผลผูกพันอย่างมีนัยสำคัญในการศึกษาวิจัยในด้านการรักษาบาดแผลการรักษาอาการหดหู่ซึมเศร้า และอื่นๆ อีกมากในอนาคต
ในขณะที่เจมส์ ค็อกซ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิจัยนี้มาตั้งแต่ปี 2019 เชื่อว่า การค้นพบครั้งนี้ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะค้นพบ “ยา” ที่เกี่ยวข้อง เช่นยารักษาและป้องกันความเจ็บปวด หรือการซึมเศร้า ซึ่งจะส่งผลดีมหาศาลต่อผู้ป่วยในอนาคตนั่นเอง

