สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติงบประมาณกลาโหมประจำปีก้อนใหญ่ที่สุด มูลค่า 5.13 ล้านล้านเยน (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณที่เริ่มต้นในเดือนเมษายนปีหน้า เพิ่มขึ้น 1.4 เปอร์เซ็นต์จากปีงบประมาณปัจจุบัน ท่ามกลางภัยคุกคามจากนิวเคลียร์และมิสไซล์ของเกาหลีเหนือและข้อขัดแย้งเรื่อง พรมแดนกับจีน นับเป็นการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันและสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพญี่ปุ่นที่ถูกจำกัดบทบาทตามรัฐธรรมนูญให้ทำได้เพียงแค่ป้องกันตนเองนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
อาเบะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่บังคับใช้ในปีนี้ ซึ่งทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถต่อสู้ทำสงครามในต่างประเทศได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นต้องอยู่ในสภาวะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาจากการที่เกาหลีเหนือ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงได้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินไป 2 ครั้งและยิงมิสไซล์มากกว่า 20 ลูกในปีนี้
ภายใต้งบประมาณใหม่ กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะเสริมสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ โดยจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปใช้สำหรับโครงการพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธร่วมกับสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ สิ่งที่สะท้อนออกมาในร่างงบประมาณกลาโหมฉบับใหม่คือความตั้งใจของญี่ปุ่นที่จะป้องกันหมู่เกาะพิพาทที่ไม่ทีคนอยู่อาศัยในทะเลจีนตะวันออกที่ญี่ปุ่นเรียกว่าเซนกากุ แต่จีนเรียกว่า เตี้ยวหวี
ทั้งนี้ งบประมาณกลาโหมที่ได้รับการจัดสรรนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 97.5 ล้านล้านเยน (ราว 29.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะมีการอภิปรายและลงมติรับรองกันในรัฐสภาต้นปีหน้า

