‘ดอน’ เปิดเหตุผล
จัดประชุมเพื่อนเมียนมาในไทย
หมายเหตุ “มติชน” – นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์มติชนถึงเหตุผลและที่มาของการจัดประชุมกลุ่มเพื่อนเมียนมาในวันที่ 18-19 มิถุนายนนี้
หนังสือเชิญของไทยก็บอกชัดว่าเราไม่ได้ประชุมในนามอาเซียนแต่ประชุมกลุ่มเพื่อนเมียนมา ซึ่งเป็นการหารือของประเทศต่างๆ ที่มีการติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอยู่ และพร้อมจะรับทราบข้อมูลจากฝ่ายเมียนมา ไทยไม่ได้จัดประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่จัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะเราเคยจัดประชุมในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้งในช่วงก่อนหน้านี้ เพียงแต่ไม่ได้ออกข่าว เป็นการประชุมเพื่อระดมสมองและรับฟังเรื่องราวจากเมียนมาว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้าง
ปกติการประชุมเช่นนี้เราได้เชิญผู้แทนระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ถ้าใครไม่อยากมาก็ไม่เป็นไร บางคนไม่สะดวกก็ส่งผู้แทนมารับฟัง เพราะเราดำเนินการอย่างโปร่งใส ขณะที่เมียนมาเปลี่ยนรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ เราควรต้องมารับฟังเขา การประชุมที่ผ่านๆ มาก็จัดในไทยเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ที่สนใจจะฟังว่า เมียนมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะทั้งหมดนี้ต้นเรื่องมันอยู่ที่เมียนมา ถ้าเราไม่คุยกับเมียนมาแล้วเราจะหาทางออกได้อย่างไร
ในการประชุมผู้นำอาเซียนที่ลาบวนบาโจเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้นำหลายท่านก็พูดชัดว่าเห็นควรให้มีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ขณะที่บางท่านก็ไม่ได้พูดชัดเช่นนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ชัดเจนว่าควรจะมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่ก็ไม่มีคนทำ ไทยเห็นว่าเราเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งสถานการณ์ในเมียนมามันเปลี่ยนไปจากที่ผู้นำอาเซียนได้หารือกันและมีการออกฉันทามติ 5 ข้อเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ไปเยอะมาก
ขณะนี้มีการต่อสู้และสู้รบภายในประเทศเมียนมามากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นพวกชนกลุ่มน้อยไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่มีประเด็นเรื่องการเมืองเท่านั้น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน ตั้งแต่การค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติดก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก เมียนมาเองก็ยังมีโรดแมปเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และเคยแจ้งความคืบหน้าในสิ่งที่เขาได้ดำเนินการไปให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนรับทราบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเหตุให้เราเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาต่อไป
นอกจากนี้เรากำลังจะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (เอเอ็มเอ็ม) และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะต้องเจอคำถามจากประเทศคู่เจรจา ดั้งนั้นเราจำเป็นต้องมานั่งคุยกันก่อนมิใช่หรือ มันจะช่วยเสริมการประชุมเอเอ็มเอ็มที่กำลังจะมีขึ้นที่คงมีการหารือเรื่องเมียนมากันอย่างจริงจัง การประชุมในลักษณะนี้จึงเป็นประโยชน์ ทั้งกับไทย ประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา และกับอาเซียนเอง
เราได้ชี้แจงเพื่อนอาเซียนแล้วว่าสิ่งที่ทำ ไม่ได้ทำในนามของอาเซียน และเราไม่ได้ทำแทนประธานอาเซียน แต่เราทำเพื่อเสริมงานที่ประธานอาเซียนทำ นอกจากไทยซึ่งเป็นประเทศที่ติดตามปัญหาเมียนมาอย่างลึกซึ้ง ก็มีกลุ่มประเทศที่มีชายแดนติดกับเมียนมาอื่นๆ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ยืดเยื้อในเมียนมา เพื่อช่วยกันหาทางออกให้เมียนมา นอกจากจะช่วยคนเมียนมาแล้วยังช่วยให้ภูมิภาคของเรามีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย ไทยไม่ได้ต้องการเครดิต ทั้งหมดเป็นการหาทางออกให้ภูมิภาคนี้ เราต้องการให้เห็นว่าอาเซียนกลับมาอยู่ในสภาพที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และได้ใช้ศักยภาพของอาเซียนที่มีอยู่จริง
ไทยถือเป็น 1 ในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน เราหาแนวทางที่จะให้อาเซียนมีเสถียรภาพ และรักษาไว้ซึ่งความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะไทยพูดเสมอว่าอาเซียนถือเป็นเสาหลักของการต่างประเทศไทย เราพยายามคิดแบบพลิกหินทุกก้อน เรื่องการทูตไม่ได้ยึดติดกับเพียงแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องพยายามทุกวิถีทาง ไทยไม่ได้นิ่งเฉย แต่พยายามหาทางออกอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ไม่ได้ออกมาโฆษณาหรือออกมาชี้แจงในสิ่งที่คนพูดเลยเถิดกันไป แต่ใครที่สนใจสามารถสอบถามได้ เพราะเราเปิดกว้างและพร้อมพูดคุยอยู่แล้ว การต่างประเทศต้องไม่มองเพียงมิติเดียว เราต้องคิดในหลายๆ แง่มุม คนที่เข้าใจและมองออกถึงความต่อเนื่องก็จะเข้าใจท่าทีของไทย
เรามีพรมแดนติดกับเมียนมา 2,400 กิโลเมตร เราเป็นคนที่อยากให้ปัญหาเมียนมาจบเร็วที่สุด เราไม่อยากไปทะเลาะกับใคร และไม่ได้แก้ปัญหาเมียนมาเพื่อที่จะไปทะเลาะกับใครเพิ่มเติม ไม่ใช่เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกมาแขวนคอ จริงๆ ปัญหาในเมียนมายังเป็นประเด็นที่มีเรื่องภูมิสถาปัตย์ทางการเมืองในภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก ยิ่งปัญหาบานปลายก็จะยิ่งส่งผลกระทบ และจะยิ่งเป็นปัญหาต่อทั้งภูมิภาคด้วย

ข้อเท็จจริงที่เลี่ยงไม่ได้
พลันที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลรักษาการของไทยโดย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งจดหมายเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนให้มาหารืออย่างไม่เป็นทางการที่ไทย เพื่อให้รัฐบาลทหารเมียนมากลับมามีปฏิสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบกับอาเซียนอีกครั้ง สปอตไลต์ก็ฉายส่องมายังไทยในทันที แม้ว่าในความเป็นจริง ไทยได้เชิญกลุ่มเพื่อนเมียนมามาหารือก็ตาม
รายงานข่าวอ้างถึงอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนว่าได้ปฏิเสธคำเชิญและเห็นว่าข้อริเริ่มของไทยขัดแย้งกับช้อตกลงในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งล่าสุด ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนสหรัฐก็ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายเมียนมาอีกครั้งในระดับผู้นำอาเซียน หรือแม้แต่ในระดับรัฐมนตรีก็ตาม
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ในอาเซียนจะตระหนักดีว่า ประเด็นปัญหาเมียนมาทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดในอาเซียนระหว่างกลุ่มที่เห็นว่าควรใช้ไม้แข็งกดดันเมียนมาต่อไป กับกลุ่มที่คิดว่าการแก้ไขปัญหาในเมียนมาจะดำเนินต่อไปไม่ได้ หากเราไม่พูดคุยกับผู้มีอำนาจในเมียนมา และ 2 ปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันแทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลัง
ก่อนจะไปถึงคำถามว่าใครถูกใครผิด เราลองหันมาดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมานับตั้งแต่เกิดเหตุยึดอำนาจเป็นต้นมา สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ปัจจุบันหลังจากที่กองทัพเมียนมาพุ่งเป้าโจมตีพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมาเข้ามายังฝั่งไทยหลายพันคน ไม่นับรวมผู้ที่หลบหนีเข้ามาโดยไม่แสดงตนซึ่งเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงสูงกว่านี้มาก
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาความมั่นคงที่มีผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยใช้ไทยเป็นฐานในการเก็บรักษาและขนส่งอาวุธข้ามไปยังฝั่งเมียนมา หรือปัญหาค้ามนุษย์ที่มีการหลอกลวงคนให้เดินทางจากไทยไปเข้าร่วมกับขบวนการออนไลน์สแกม ซึ่งเวลานี้เหยื่อไม่ได้มีแค่คนไทยหรือคนในอาเซียน แต่ยังลามไปถึงผู้คนจากชาติในแอฟริกา เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติดที่รุนแรงขึ้นถึงขนาดที่สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) ชี้้ว่า ไม่ได้มีเพียงแต่ยาบ้า ยาไอซ์ ที่มีปริมาณการผลิตและส่งออกจากเมียนมาเพิ่มขึ้น การปลูกฝิ่่นในเมียนมาก็ยังเพิ่มขึ้นถึง 33% เช่นกัน
หากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมายังเต็มไปด้วยปัญหามากมายที่พร้อมจะทวีความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อเช่นนี้ และหากไทยซึ่งมีชายแดนติดกับเมียนมา 2,400 กิโลเมตรยังไม่คิดจะพูดคุยกับผู้มีอำนาจในเมียนมาเพื่อหาทางแก้ไข อนาคตของการค้าชายแดนไทย-เมียนมาที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ล้านบาทย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ไทยไม่อาจยึดเพียงนโยบายกดดันเมียนมาเป็นหลักได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือไม่ว่าเราจะมีรัฐบาลที่นำโดยพรรคการเมืองใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการธำรงรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ
วรรัตน์ ตานิกูจิ

