รัสเซียปัดยูเอ็น ช่วยเหลือเหยื่อเขื่อนยูเครนแตก ยอดดับพุ่ง 52 ศพ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนว่า รัสเซียได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากยูเอ็นในการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เขื่อนคาคอฟกา หนึ่งในเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศยูเครน ประสบเหตุแตกเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็น 52 ราย
การแตกของเขื่อนคาคอฟกาส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมหลายพื้นที่ของแคว้นเคอร์ซอน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทั้งยูเครนและรัสเซีย กระแสน้ำได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร รวมถึงตัดช่องทางในการส่งสิ่งของไปให้กับชาวบ้านในพื้นที่
ยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 52 ราย โดยเจ้าหน้าที่ของรัสเซียระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 35 รายในบริเวณที่รัสเซียยึดครอง ขณะที่ทางฝั่งยูเครนเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 17 ราย และสูญหาย 31 ราย ประชาชนกว่า 1.1 หมื่นคนถูกอพยพออกจากพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายยึดครอง
ยูเอ็นได้วิงวอนให้รัสเซียปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เดนิส บราวน์ ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของยูเอ็นในยูเครน กล่าวในถ้อยแถลงว่า “ยูเอ็นจะยังคงทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อยื่นมือเข้าช่วยทุกคน รวมถึงผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของเขื่อน ผู้ซึ่งกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม”
เหตุการณ์เขื่อนคาคอฟกาแตกยังส่งผลให้ทางการเมืองโอเดสซาประกาศปิดชายหาดทะเลดำ โดยห้ามไม่ให้ว่ายน้ำหรือรับประทานปลาและอาหารทะเลเนื่องจากมีน้ำเสียอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ของยูเครนกล่าวว่าผลของการตรวจสอบน้ำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลล่าและเชื้อก่อโรคอื่นๆ ในระดับที่เป็นอันตราย
ขณะที่ภาพถ่ายและข้อมูลที่สำนักข่าวเอพีได้รับแสดงให้เห็นว่ารัสเซียมีทั้งเครื่องมือ แรงจูงใจ และโอกาสในการทำลายเขื่อนคาคอฟกา ภาพถ่ายจากโดรนของยูเครนลงวันที่ 28 พฤษภาคม เผยให้เห็นว่ามีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่บนเขื่อนซึ่งถูกตัดหลังคาออกเกือบหมด เผยให้เห็นถังขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นระเบิดบรรจุอยู่ในห้องโดยสารของรถ เจ้าหน้าที่ของยูเครน 2 คน กล่าวว่า กองทัพรัสเซียได้ประจำการอยู่ในพื้นที่สำคัญภายในเขื่อนซึ่งทางฝั่งยูเครนอ้างว่าเป็นศูนย์กลางของการระเบิดที่ทำให้เขื่อนคาคอฟกาแตก

