“ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วว่าเป็นความผิด” เป็นภาษิตทางกฎหมายภาษาละตินที่ว่า “nullum crimen nulla poena sine lege” อ่านว่า “นุลลัม ไครเมน นุลลาโพนา ซีเน เลเก” ถือเป็นหลักกฎหมายสากลอันเป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติว่า จะมีโทษสำหรับผู้กระทำการอันไม่ต้องห้ามตามกฎหมายมิได้
สาเหตุที่ยกภาษิตทางกฎหมายนี้ขึ้นมาเนื่องจากมีผู้ที่สงสัยว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ผู้กำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีหน้าจะสามารถลงชิงชัยในตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้หรือไม่ หากเขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกทั้งในคดีที่ละเมิดกฎหมายของมลรัฐและละเมิดกฎหมายของสหรัฐอีกด้วย ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้คือ
อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกสั่งฟ้องโดยคณะลูกขุนแมนฮัตตันในนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2566 ในคดีอาญาหลายข้อหา จากกรณีจ่ายเงินเพื่อปกปิดความสัมพันธ์ทางเพศนักแสดงภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่โดยมีค่าตอบแทน รวมข้อหาถึง 34 กระทง ซึ่งสรุปได้ดังนี้
การฟ้องร้องครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการสืบสวนคดีที่ทรัมป์ให้ทนายส่วนตัวของเขา ชื่อ นายไมเคิล โคเฮน จ่ายเงินให้กับ นางสาวสตอร์มี แดเนียลส์นักแสดงหนังผู้ใหญ่ เพื่อไม่ให้นางสาวแดเนียลส์แฉเรื่องที่ทรัมป์กับนางสาวแดเนียลส์มีความสัมพันธ์ทางเพศกันแบบมีค่าตอบแทน เนื่องจากนางสาวแดเนียลส์พยายามจะเปิดโปงกับสื่อมวลชนสหรัฐ ว่าเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศแบบมีค่าตอบแทนกับนายทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นทรัมป์แต่งงานกับเมลาเนีย ภรรยาคนที่ 3 แล้ว อีกทั้งยังจะเปิดโปงเรื่องนี้อีกในช่วงเวลาที่ทรัมป์กำลังหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อ พ.ศ.2559 อยู่พอดี
นายไมเคิล โคเฮน ทนายความของทรัมป์ เลยยื่นข้อเสนอ จ่ายเงิน 130,000 ดอลลาร์ ให้กับนางสาวแดเนียลส์เพื่อปิดปากไม่ให้แดเนียลส์เปิดเผยความสัมพันธ์ฉาวนี้ โดยโคเฮนใช้วิธีจ่ายเงินให้กับแดเนียลส์ผ่านทางบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Essential Consultants LLC ที่ตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อวัตถุประสงค์นี้ และให้บริษัทในเครือของทรัมป์ทยอยจ่ายเงินคืนมาเป็นงวดๆ โดยลงบัญชีว่าเป็นค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย
เหตุการณ์นี้ทำให้ทนายโคเฮนถูกฟ้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ และคดีอาญาหลายกระทง ซึ่งเขาสารภาพความผิดทั้งหมด และถูกตัดสินให้จำคุก 3 ปี พร้อมปรับเงิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายปี พ.ศ.2561 ขณะที่ทรัมป์ยอมรับว่ามีการจ่ายเงินให้กับโคเฮนจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มาแอบอ้าง และเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่หลังจากทำการสืบสวนมาเป็นเวลาหลายเดือน คณะอัยการของศาลแขวงแมนฮัตตันได้ตั้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาต่อทรัมป์ถึง 34 กระทงดังกล่าวซึ่งมีโทษจำคุกด้วย
นอกจากนี้ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีอเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกคณะลูกขุนใหญ่ของรัฐบาลกลางสหรัฐสั่งฟ้อง 37 กระทง สืบเนื่องจากการเก็บเอกสารลับด้านความมั่นคงแห่งชาติเอาไว้อย่างจงใจที่บ้านพักมาร์–อะ–ลาโกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2566 โดยทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าจงใจยึดครองเอกสารด้านความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซุกซ่อนเอกสารของรัฐบาล และให้การบิดเบือนต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนของรัฐบาลกลาง สำนวนคำฟ้องชี้ว่า เอกสารที่ทรัมป์นำออกไปจากทำเนียบขาวตอนพ้นจากตำแหน่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่มีความลับสำคัญที่สุดของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของสหรัฐ ความเปราะบางของสหรัฐ และชาติพันธมิตรต่อการถูกโจมตี และแผนการตอบโต้การโจมตีต่างๆ ซึ่งหากถูกเปิดเผยออกไปอาจสร้างอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
สำหรับข้อหาทั้ง 37 กระทงที่ทรัมป์ถูกฟ้องนั้น คือความผิดในการเก็บรวบรวมข้อมูลลับด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างจงใจ 31 กระทง ซึ่งอาจมีโทษจำคุกถึง 10 ปี รวมทั้งความผิดฐานพยายามปกปิดการเก็บรวบรวมเอกสารเหล่านั้นเมื่อทางการสหรัฐ เรียกขอคืน อีก 6 กระทง
คราวนี้มาถึงข้อสงสัยที่ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ผู้กำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีหน้าจะสามารถลงสมัครชิงชัยในตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้หรือไม่ หากเขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกทั้งในคดีที่ละเมิดกฎหมายของมลรัฐและละเมิดกฎหมายของสหรัฐอีกด้วย ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเลย ซึ่งต้องดูที่รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาอันเป็นกฎหมายสูงสุดที่บัญญัติถึงผู้ที่มีสิทธิที่จะเป็นประธานาธิบดี ในหมวด 2 มาตรา 1 วรรค 4 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า
“ผู้มีสิทธิเป็นประธานาธิบดีต้องเป็นพลเมืองอเมริกาโดยกำเนิด ต้องมีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเป็นผู้มีหลักแหล่งภูมิลำเนาอยู่ในสหรัฐอเมริกาไม่ต่ำกว่า 14 ปี”
ดังนั้นตามหลักภาษิตกฎหมายอันเป็นหลักสากลที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วว่าเป็นความผิด” นั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแม้จะถูกฟ้องร้องหรือถูกพิพากษาจำคุก เขาก็ยังมีสิทธิลงสมัครชิงชัยในตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้หรือไม่ หากเขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกทั้งในคดีที่ละเมิดกฎหมายของมลรัฐและละเมิดกฎหมายของสหรัฐ เพราะนายโดนัลด์ ทรัมป์มีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการลงสมัครชิงชัยในตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้หรือไม่ หากเขาถูกตัดสินลงโทษจำคุกด้วยเพราะไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้เลย
อย่างว่าแหละครับ บรรดาผู้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ 200 กว่าปีก่อนคงไม่เคยคาดคิดว่าจะมีคนอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ตลอดชีวิตมาได้ถูกฟ้องร้องในคดีความนับสิบๆ คดีจะมาสมัครชิงชัยเป็นประธานาธิบดีกับเขาด้วย
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

