อธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ
ซ่อม-สร้าง-ต่อยอด
สัมพันธ์ ‘ไทย-ซาอุฯ’
หมายเหตุ “มติชน” นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ เล่าถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย หลังการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และการนำคณะนักธุรกิจเยือนซาอุฯ ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

การเยือนของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย อย่างเป็นทางการ 6-10 มิถุนายน เป็นไปตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนซาอุฯ มีผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนจาก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคาร รวม 43 คน วัตถุประสงค์การเยือนที่สำคัญที่สุดคือการรักษาพลวัตรความสัมพันธ์ทวิภาคีในทุกมิติ เราไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันหยุดชะงักในช่วงที่เราจะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ประการที่สองคือเราต้องการให้ฝ่ายซาอุฯ รับทราบถึงความต่อเนื่องด้านนโยบาย ยืนยันให้ซาอุฯมีความมั่นใจว่าความสนใจและความมุ่งมั่นตั้งใจของไทยที่จะกระชับความสัมพันธ์กับซาอุฯ ยังคงเหมือนเดิมแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอนาคต ประการที่สามเราอยากจะส่งเสริมกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนกับซาอุฯ เป็นเหตุผลที่ทำไมจึงเดินทางไป
วัตถุประสงค์หลักในการนำภาคเอกชนร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ เรามีแนวทางในการเดินทางไปครั้งนี้คือต้องการจะไปซ่อม สร้าง และต่อยอดความสัมพันธ์ด้านธุรกิจ “การซ่อม” เรามุ่งไปที่ภาคเอกชนในกลุ่มที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับฝ่ายซาอุฯอยู่แล้ว หรือเคยทำธุรกิจร่วมกันมาแล้วแต่อาจประสบปัญหาหรือมีข้อติดขัด ต้องการคำแนะนำจากภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “การสร้าง” เน้นภาคเอกชนรายใหม่ที่มีความสนใจ ความตั้งใจที่จะเข้าไปประกอบธุรกิจหรือเข้าไปลงทุนกับซาอุฯ ขณะที่ “การต่อยอด” จะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกๆ ด้านบนพื้นฐานที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดร่วมกันเอาไว้ในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นวัตถุประสงค์หลักของการเยือนในครั้งนี้
หารือภาครัฐ
การพบปะหารือที่เกิดขึ้นแบ่งเป็น 2 ส่วน ในส่วนของท่านรองนายกฯและรมว.กต.ดอน ได้ไปพบ นายคาหลิด อับดุลอะซีส อัลฟาลิฮ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนซาอุฯ ที่เป็นผู้ส่งคำเชิญไปเราเดินทางไปเยือน สาระสำคัญของการหารือทั้งสองฝ่ายแสดงความพอใจอย่างมากกับพัฒนาการด้านความสัมพันธ์โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน ภายหลังจากที่ไทย-ซาอุฯได้สถาปนาความสัมพันธ์เป็นปกติ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง และมีผลการเยือนที่เป็นรูปธรรม ถือว่าความสัมพันธ์สองประเทศในช่วง 16 เดือนคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว มีพลวัตมากๆ
นอกจากนี้ยังคุยเรื่องแนวการยกระดับความสัมพันธ์ให้สูงขึ้นไปอีก และการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในสาขาต่างๆ ที่มีศักยภาพ การส่งเสริมการค้าระหว่างกันใช้ประโยชน์จากเอ็มโอยูที่ลงนามร่วมกันเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่สำคัญ และเป็นแนวทางที่ไทย-ซาอุฯ จะยึดถือสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือในอนาคต นอกจากนี้ยังคุยเรื่องความตกลงคุ้มครองการลงทุน 2 ประเทศ ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งสำหรับการที่ไทยจะไปลงทุนในซาอุฯ และการเชิญชวนเขามาลงทุนในไทย
รองนายกฯและรมว.กต.ยังได้พบหารือกับ เจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อัลซะอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้ขอบคุณซาอุฯ ที่มีส่วนสำคัญในการอพยพคนไทยออกจากซูดาน ซึ่งทำให้ปฏิบัติการของเราราบรื่นเรียบร้อยและประสบความสำเร็จสูงสุด พร้อมมอบต้นฉบับหนังสือจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูล เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุฯ เพื่อแสดงความขอบคุณในเรื่องดังกล่าว
สำหรับแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ให้สูงขึ้น เราได้ตกลงที่จะเร่งจัดประชุมสภาความร่วมมือซาอุดี-ไทย หรือ Saudi – Thai Coordination Council (STCC) ซึ่งไทยแสดงความพร้อมจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งแรก การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเพราะมีหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินความสัมพันธ์สองประเทศเข้าร่วม ซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้ ในการประชุมสภาความร่วมมือฯ จะมีการหารือแผนการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ส่วนในด้านภาคเอกชน เราผลักดันให้มีการประชุมสภาธุรกิจร่วมไทย-ซาอุดี หรือ Saudi – Thai Joint Business Council (JBC) ซึ่งที่ผ่านมามีการลงนามการจัดตั้งไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ประชุมกัน ดังนั้นมีกรอบการประชุม 2 กรอบ ในส่วนภาครัฐคือ STCC และภาคเอกชนคือ JBC ซึ่งจะเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันให้มีความคืบหน้าต่อไป
นอกจากนี้ยังได้พบกับ นายฮุซัยน์ บรอฮีม ฏอฮา เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม เลขาธิการองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ซึ่งบรรยากาศการหารือชื่นมื่น เลขาธิการโอไอซี ชื่นชมสังคมไทยที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เข้าใจถึงนโยบายและการดำเนินการของของไทยในการแก้ไขสถานการณ์ในภาคใต้ ถือเป็นความสำเร็จในการผลักดันสร้างความเข้าใจให้โอไอซีเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ และได้เชิญเลขาธิการโอไอซีเยือนไทย ซึ่งท่านก็สนใจ และบอกว่าได้รับรู้รับทราบถึงพัฒนาการต่างๆ ในไทยจากการเยือนของผู้แทนระดับสูงของโอไอซีในช่วงที่ผ่านมา และตอบว่าจะหาเวลามาเยือนไทยเพราะท่านมีความสนใจที่จะมาเยือน เพื่อให้เห็นถึงสภาพของจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง

กิจกรรมภาคเอกชน
ในส่วนของภาคเอกชน เราได้รับเกียรติจาก คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าไทย นำคณะภาคเอกชนไป ซึ่งเป็นการพบปะที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ คุณสนั่นได้พบกับประธานคณะกรรมการบริหารสภาหอการค้าซาอุฯ ซึ่งต่างฝ่ายต่างเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ ธนาคาร การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ปิโตรเคมี รถยนต์ไฟฟ้า ก่อสร้าง ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ซึ่งสาขาเหล่านี้เป็นสาขาที่ภาคเอกชนชี้ให้เห็นว่ามีศักยภาพ ทั้งสองฝ่ายคุยเรื่องจัดประชุม JBC ที่คิดว่าจะสามารถจัดการประชุมครั้งที่ 1 ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี และสะท้อนถึงความตั้งใจดีจากทั้งสองฝ่าย คิดว่า JBC จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้มากยิ่งขึ้น
กำหนดการอื่นๆ ของภาคเอกชน ก็มีการเป็นประธานเสาวนาโต๊ะกลมระหว่างภาคธุรกิจ มีผู้แทนภาครัฐภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองฝ่ายกว่า 100 คน โดยมีรองนายกฯและรมว.กต.ดอน และรัฐมนตรีคาหลิดเป็นประธานร่วม ความเกื้อหนุนต่างๆ ด้านนโยบายจะนำไปสู่ความร่วมมือที่สร้างสรรค์ และนำไปสู่ความสำเร็จของความร่วมมือที่ภาคเอกชนจะมีร่วมกันต่อไป
ทิศทางและแนวโน้มความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ ในระยะต่อไป
การเดินทางของเรา เป็นการไปเพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต ยืนยันและสร้างความมั่นใจให้ซาอุฯ เห็นว่านโยบายของไทยต่อซาอุฯ จะไม่เปลี่ยนแปลง และมีความต่อเนื่องด้านนโยบายในอนาคต นับตั้งแต่ฟื้นสัมพันธ์อย่างสมบูรณ์หลังการเยือนของพล.อ.ประยุทธ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนก็เร่งดำเนินการส่งเสริมการเจรจาการค้าให้มีความต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การจัดกิจกรรมสัมมนาด้านการค้าการลงทุน การจับคู่ทางธุรกิจ ผลสำเร็จจากการดำเนินการในช่วงดังกล่าวนำมาสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 30 ฉบับ มีภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในซาอุฯ แล้ว หรือมีแผนที่จะเข้าไปลงทุน อาทิ กลุ่มดุสิต ไมเนอร์กรุ๊ป ปตท. กัลฟ์เอเนอร์จี อินโดรามาเวนเจอร์ สยามซีเมนต์ ที่เข้าไปลงทุนแล้วซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้น และเราคาดหมายว่าในอนาคตจะมีการลงทุนของไทยในซาอุฯเพิ่มมากขึ้น
ภาพสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น 37.64% คิดเป็นมูลค่า 3.23 แสนล้านบาท การท่องเที่ยวในปี 2565 มีนักท่องเที่ยวซาอุฯมาไทย 96,389 คน สร้างรายได้ให้กับประเทศ 8 พันล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวซาอุฯมาเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนคน ก็จะมีรายได้จากการเดินทางมาไทยของนักท่องเที่ยวซาอุฯ 1.2 หมื่นล้านบาท
การเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายมีความสนใจที่จะร่วมมือกันอย่างชัดเจน ฝ่ายซาอุฯ ก็สนใจประเทศไทยและเห็นตระหนักถึงศักยภาพของไทยค่อนข้างมาก ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ถ้าความสนใจยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง คิดว่าความสัมพันธ์โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุนของทั้งสองประเทศก็จะมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
โอกาสจากนี้ต่อไปจนถึงปี 2030 ตามวิสัยทัศน์ล่าสุดของเจ้าชายมุฮัมมัด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุฯ ถ้าความสนใจต่อกันยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง คิดว่าลู่ทางความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะสดใส ซาอุฯก็จะเป็นตลาดที่สำคัญของไทยทั้งในแง่การค้าและการลงทุน

