ยูเอ็น เปิดชื่อบริษัทในสิงคโปร์ อีกเกือบร้อยแห่ง ป้อนอาวุธให้ทัพเมียนมา
สำนักข่าวแชนเนลนิวส์เอเชียรายงานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในประเด็นเมียนมา ได้ขึ้นบัญชีบริษัทที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์อีก 91 แห่ง เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสบียงและอาวุธให้กับกองทัพเมียนมา ส่งผลให้จำนวนหน่วยงานที่มีความเชื่อมโยงกับเมียนมาในรายการดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ที่มีรายชื่อบริษัทอยู่แล้ว 47 แห่ง
วิเวียน บาลาคริชนาน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ชี้แจงว่า กำลังมีการสืบสวนเกิดขึ้น โดยรัฐบาลกำลังรวบรวมรายละเอียดเฉพาะที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาการส่งอาวุธและสินค้าที่เกี่ยวข้องจากสิงคโปร์ไปยังเมียนมา และว่ารัฐบาลไม่ได้มีมาตรการห้ามการค้าขายทั่วไปกับเมียนมา
“ดังนั้นพวกเรากำลังเสาะหารายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เอกสารธุรกรรมการส่งออก เพื่อยืนยันว่าธุรกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธในเมียนมาอย่างไร เพื่อให้การตรวจสอบและการสืบสวนของเรามีความละเอียดถี่ถ้วนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามหลักฐานที่เป็นกลาง” บาลาคริชนานกล่าว พร้อมเสริมว่า สิงคโปร์ไม่มีนโยบายที่จะสกัดกั้นการค้าขายที่เป็นธรรมกับเมียนมา ซึ่งหากทำอย่างนั้น จะเป็นการส่งผลเสียต่อการพัฒนาในประเทศดังกล่าวและจะเป็นการตอกย้ำความทุกข์ทรมานของชาวเมียนมา
ข้อกล่าวหาที่ปรากฏในรายงานของทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษของยูเอ็น ยังอ้างถึงสินค้ามูลค่า 254 ล้านดอลลาร์ที่ขนส่งจากบริษัทในสิงคโปร์ในช่วงระยะเวลาสองปี นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่า มีการใช้บริการธนาคารสิงคโปร์อย่างแพร่หลายโดยพ่อค้าอาวุธ ด้านกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ตอบกลับข้อกล่าวหานี้เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า สิงคโปร์ได้ดำเนินการเพื่อป้องกันการส่งออกอาวุธไปยังเมียนมา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า สิงคโปร์มีจุดยืนที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงของกองทัพเมียนมากับพลเรือนที่ปราศจากอาวุธ และว่า สิงคโปร์ไม่อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อาจมีศักยภาพในการใช้งานทางทหารไปยังเมียนมา ซึ่งมีความเสี่ยงร้ายแรงที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนเมียนมา
ด้านบาลาคริชนานยืนกรานว่า รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับรายงานของผู้แทนพิเศษยูเอ็นอย่างจริงจังและขอให้นายแอนดรูว์แสดงหลักฐานที่เจาะจงและตรวจสอบได้เพื่อช่วยในการดำเนินการ
โดยขณะนี้ บริษัท 9 แห่งที่ถูกขึ้นบัญชีไม่ได้จดทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านบัญชีและองค์กรของสิงคโปร์อีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในฐานะนิติบุคคลในสิงคโปร์ได้อีก พร้อมเสริมว่า บริษัท 47 แห่งที่ถูกขึ้นบัญชีในช่วงก่อนหน้าส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับธนาคารสิงคโปร์อีกต่อไป

