เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ชาวไทยทั้งประเทศพากันปลาบปลื้มยินดีเมื่อได้เห็น “พลายศักดิ์สุรินทร์” เดินทางกลับถึงไทยโดยสวัสดิภาพเเละได้เหยียบแผ่นดินเกิดอีกครั้ง หลังไปปฏิบัติหน้าที่ “ทูตสันถวไมตรี” ในศรีลังกามานานถึง 22 ปี กลับมารักษาตัวและฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์ แต่ก่อนที่จะมาถึงวันฟ้าหลังฝนเเห่งความสุขที่หลายคนรอคอย น้อยคนจะรู้ว่าหน่วยงานของไทยที่ปฏิบัติภารกิจนี้ ได้ร่วมทุ่มเทแรงร่วมใจกันมากเพียงใด เพื่อผลักดัน “งานช้าง” ครั้งนี้ให้สำเร็จได้อย่างงดงาม
พจน์ หาญพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่ง บอกเล่าเบื้องหลังเรื่องราวครั้งประวัติศาสตร์นี้ ตลอดจนประเด็นของความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างไทยเเละศรีลังกา ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และความรู้สึกและทัศนคติของชาวศรีลังกาที่ไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกด้วย
ที่มาของการนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับบ้านเกิด
หลายคนอาจได้ข่าวว่า จุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมของการนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับบ้านคือ การที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยได้รับการร้องเรียนจากองค์กร Rally for Animal Rights and Environment (RARE) องค์การพิทักษ์สัตว์ของศรีลังกา เกี่ยวกับสถานการณ์ของพลายศักดิ์สุรินทร์ แต่ท่านทูตพจน์กล่าวว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ทราบถึงการมีอยู่ของช้างไทยในศรีลังกา 3 เชือก คือ พลายศักดิ์สุรินทร์ พลายศรีณรงค์ และพลายประตูผา และเคยได้พบเจอกับช้างเหล่านี้ตามงานพิธีกรรมต่างๆ จึงพอทราบว่ามีความลักลั่นและปัญหาความไม่พร้อมในการดูแลช้างบางพื้นที่
การร้องเรียนเกี่ยวกับสภาพของพลายศักดิ์สุรินทร์มีขึ้นในปี 2022 ที่ศรีลังกาประเดประดังด้วยปัญหา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศยืดเยื้อและความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้สถานทูตสามารถเข้าไปดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังได้ในช่วงเดือนสิงหาคม ท่านทูตพจน์เล่าว่าเมื่อเข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของพลายศักดิ์สุรินทร์ในตอนนั้นก็พบว่ามีปัญหาจริงๆ
“เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พลายศักดิ์สุรินทร์มีปัญหาทางกายภาพ ขาซ้ายด้านหน้าของเขาไม่สามารถงอได้ ที่สะโพกทั้ง 2 ข้างก็มีฝีที่มีหนองไหลอยู่เรื่อย ส่วนหางก็ค่อนข้างกุด แทบจะไร้ขน” ท่านทูตพจน์กล่าว
แน่นอนว่า สถานทูตไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง จึงได้ประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาดูแลอย่างจริงจัง โดยสถานทูตฯ ของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากที่คณะสัตวแพทย์จากไทยและสัตวแพทย์ในศรีลังการ่วมกัน
ตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าสภาพร่างกายของศักดิ์สุรินทร์มีปัญหาที่ต้องรีบรักษา ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาปัจจัยของศรีลังกาที่แม้จะมีสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญอยู่จำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ยังขาดความพร้อมด้านเครื่องมือการแพทย์ และสิ่งอำนายความสะดวกอื่นๆ อีกทั้งประเด็นนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ศรีลังกาเพิ่งฟื้นตัวจากปัญหาเศรษฐกิจ จึงมีความเห็นว่า ควรยุติการทำงานของพลายศักดิ์สุรินทร์ทันที และให้ย้ายที่อยู่เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้การทูตเพื่อเจรจานำช้างไทยกลับบ้าน
การดำเนินงานก่อนวัน “ฟ้าหลังฝน” : ความร่วมมือจากฝ่ายศรีลังกาและความท้าทายที่ถาโถม
ในการดำเนินการขออนุญาตพาพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไปรักษาตัวที่ไทย หน่วยงานที่มีบทบาทหลักย่อมเป็นสถานทูตที่เป็นหน่วยงานของไทยในพื้นที่ มีความคุ้นเคยกับท้องถิ่นและสามารถเข้าถึงข้อมูล รวมถึงประสานงานกับองค์กรต่างๆ ในศรีลังกา ซึ่งพบว่าการออกเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อนและยากลำบาก เพราะกรณีการขนช้างกลับเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งก็ถือเป็นอีกความท้าทายหนึ่งเช่นกัน
ต่อมา เมื่อสถานทูตติดต่อกับทางสำนักประธานาธิบดีศรีลังกาเพื่อขออนุญาตนำช้างกลับไทย ก็พบประเด็นขอบเขตของกฎหมายที่ไม่แน่ชัด พร้อมข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อศรีลังกาได้รับมอบช้างแล้ว รัฐบาลจะโอนกรรมสิทธิ์ช้างให้กับวัดเป็นผู้ดูแล ฝ่ายไทยจึงต้องเข้าไปพูดคุยกับท่านเจ้าอาวาสวัดคันเดวิหาร ผู้ดูแลและเจ้าของกรรมสิทธิ์พลายศักดิ์สุรินทร์ในศรีลังกา เพื่อให้ท่านเข้าใจสถานการณ์และความจำเป็นในการนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไปรักษาอาการป่วยที่เรื้อรังไทย แม้ท่านเจ้าอาวาสจะโดนโจมตีจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับการเลี้ยงช้าง และท่านก็มีความกังวลว่าพลายศักดิ์สุรินทร์อาจจะตกไปอยู่ในมือคนอื่นซึ่งไม่ใช่รัฐบาลไทย แต่ที่สุดแล้วท่านก็ได้เขียนหนังสืออนุญาตให้ไทยนำศักดิ์สุรินทร์กลับไปรักษา พร้อมลงท้ายกำชับว่าการรักษาจะต้องประสบความสำเร็จและฟื้นตัวจนกลับมาสมบูรณ์เต็มที่
“สิ่งที่สำคัญคือความจริงใจในเรื่องการรักษาและความตั้งมั่นของสถานทูตว่า หากท่านเจ้าอาวาสอนุญาตให้เรามาดูแล จะไม่มีวันที่พลายศักดิ์สุรินทร์จะตกไปอยู่ในมือใครอื่น นอกจากรัฐบาลไทย จะไม่มีใครมาวุ่นวายกับช้างเชือกนี้ ไทยจะดูแลให้อย่างเต็มที่” ท่านทูตพจน์กล่าว และว่าจุดนี้เองที่เป็นสิ่งพลิกผันให้ท่านเจ้าอาวาสยินยอมให้ไทยนำศักดิ์สุรินทร์กลับไทยในที่สุด
ความท้าทายต่อมาคือเรื่องสถานพยาบาลชั่วคราวและกรงสำหรับการขนส่งช้าง สำหรับสถานพยาบาลช้างชั่วคราวก่อนหน้าที่จะเคลื่อนย้ายกลับไทย ท่านทูตพจน์บอกว่า โชคดีมากที่สวนสัตว์เดฮิวาลา (Dehiwala) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กรุงโคลัมโบมีความเหมาะสมในการเป็นที่พักดูแลช้างมีที่ว่างพอดีในขณะนั้น หลังจากช้างอาวุโสของสวนสัตว์ฯ เชือกหนึ่งเพิ่งตายก่อนหน้านั้นไม่นาน จึงได้นำพลายศักดิ์สุรินทร์ไปฝากดูแลที่นั่นระหว่างรอกลับไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลไทยผ่านการปรึกษาหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ประสานงานกันมาตั้งแต่ต้น ดังที่ท่านทูตพจน์ย้ำหลายครั้งว่า การทำงานครั้งนี้ เป็นความพยายามร่วมกันทำงานอย่างแท้จริง
ขณะที่ช้างมาพักอยู่ที่สวนสัตว์ สถานทูตฯ ก็ยังคงต้องติดตามหนังสือตอบจากกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา อย่างเป็นทางการว่า “ไม่ขัดข้องต่อการที่จะทำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไปรักษาอาการป่วยที่ไทย” โดยก่อนหน้านี้ สถานทูตฯ ได้ไปปรึกษาหารือ และแจ้งคืบหน้าในเรื่องความพยายามในการดำเนินการโดยตลอด และบอกเล่าสถานการณ์ของช้างที่อยู่ระหว่างเตรียมเดินทางกลับไทย เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยอย่างเร่งด่วนเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหายดีอย่างสมบูรณ์ ภายใต้ความเห็นชอบจากการพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรมของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่การกระทำโดยใช้อารมณ์ตัดสิน ท่านทูตพจน์กล่าวว่าจุดนี้สะท้อนความเปิดเผย โปร่งใสในการดำเนินการนำช้างกลับบ้าน ที่ไทยทำงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางรัฐบาลศรีลังกาและวัดคันเดวิหาร ผู้ดูแลพลายศักดิ์สุรินทร์ในศรีลังกา จนในที่สุด กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งมายังสถานทูตฯ ว่า “ไม่ขัดข้อง” ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566
สำหรับประเด็นกรงขนส่งช้างนั้น ท่านทูตพจน์กล่าวว่าถือเป็นภาระความรับผิดชอบหลักประการหนึ่งของสถานทูต เนื่องจากพลายศักดิ์สุรินทร์โตเต็มวัย กรงของพลายศักดิ์สุรินทร์ต้องมีความแข็งแรงเพียงพอ และมีขนาดใหญ่หนักหลายตัน จำเป็นที่จะต้องผลิตขึ้นใหม่ในศรีลังกาให้มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และคุ้มค่างบประมาณที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการดำเนินงานในขั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากสถานทูตต้องเสาะหาและประสานงานกับบริษัทผู้ผลิตและบริษัทเครื่องบิน เพื่อวางแปลนของกรงให้สอดคล้องกับระเบียบของ IATA และโอบรับสัดส่วนของพลายศักดิ์สุรินทร์ทั้งหมด เรียกว่าเป็น tailored made ทีเดียว ประหนึ่งต้องตัดสูทให้พอดีตัว ไม่สามารถซื้อหาของสำเร็จรูปตามท้องตลาดได้ แม้ว่าจะสร้างกรงที่โรงงานจนเสร็จ และย้ายมาตั้งรอที่สวนสัตว์แล้ว ก็ยังคงต้องขอความอนุเคราะห์จากสวนสัตว์เดฮิวาลาให้บริษัท Tantri ที่สร้างกรง ได้นำเครื่องมือขนาดใหญ่เข้าไปทำงานในสวนสัตว์ เพื่อวัดและติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่างละเอียดเหมาะกับการใช้งานได้จริงหลังจากที่เริ่มซ้อมให้ช้างเดินเข้าออก และอยู่ในกรง ว่ากันว่า ต้องซ้อมการใช้งานจริง และทั้งหมอและควาญก็ให้ข้อสังเกตจากการใช้งาน ขอให้ปรับแต่งอุปกรณ์เสริม ต่างคนต่างช่วยกันดู ปรึกษาหาข้อสรุปร่วมกันตลอด ทั้งทีมทำงานแข็งขันแข่งกับเวลา และลุ้นกันตลอดด้วยความตื่นเต้นจนถึงวันเดินทาง
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ สิ่งที่เป็นกำลังสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ภารกิจนี้ลุล่วงคือความร่วมมือจากศรีลังกาทุกระดับและทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือปัจเจกบุคคลที่พร้อมช่วยเหลือทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรัฐต่อรัฐ
ท่านทูตพจน์กล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลศรีลังกาโดยกระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนและความร่วมมืออย่างดีที่สุดในการประสานงานกับไทย โดยยึดสวัสดิภาพของพลายศักดิ์สุรินทร์เป็นสำคัญ อาทิ การออกหนังสือที่แสดงความชัดเจนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าฝ่ายรัฐบาลศรีลังกาไม่มีข้อขัดแย้งต่อการนำช้างกลับมารักษาที่ไทย ซึ่งช่วยให้การดำเนินการงานด้านงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประโยชน์ในการนำควาญช้างไทยมาปูพื้นฐานและเตรียมความพร้อมให้พลายศักดิ์สุรินทร์คุ้นเคยกับทั้งควาญช้างจากทั้ง 2 ประเทศ
ท่านทูตพจน์ยังกล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ 2 ครั้งที่เป็นแรงผลักสำคัญในงานนี้ ครั้งแรกคือเมื่อ นายทิเนศ คุณวรรเทนะ (Dinesh Gunawardena) นายกรัฐมนตรีศรีลังกา เดินทางมาไทยเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม เพื่อร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา และได้เข้าพบกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้สนทนากันในเรื่องพลายศักดิ์สุรินทร์ด้วย โดยไทยได้ขอบคุณที่ศรีลังกาอนุญาตให้นำช้างเชือกนี้กลับมารักษาที่ไทย แสดงให้เห็นถึงความเห็นชอบที่ตรงกันและความเข้าใจที่ชัดเจนในระดับผู้นำประเทศ ส่วนอีกครั้งหนึ่งคือเมื่อนายกรัฐมนตรีศรีลังกาเป็นประธานการประชุมว่าด้วยเรื่องการช่วยเหลือพลายศักดิ์สุรินทร์ ร่วมกับสถานทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งช่วยให้การทำงานหลังจากนั้นลื่นไหลมากขึ้น
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าองค์กรอื่นๆ อย่าง สวนสัตว์เดฮิวาลา ก็มีส่วนช่วยสำคัญในความสำเร็จนี้จากการนำทีมสัตวแพทย์มาดูแลศักดิ์สุรินทร์ให้มีอาการเบื้องต้นดีขึ้น รวมถึงการอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ หรือแม้แต่สนามบินศรีลังกาที่ถึงกับถอนที่กั้นทางเข้าสนามบินส่วนคาร์โกออกเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้รถขนกรงช้างที่มีขนาดใหญ่มากสามารถเคลื่อนย้ายเข้าสนามบินได้หลังประสบปัญหาวงเลี้ยวในวันที่มีการซักซ้อมขั้นตอนขนส่ง
แนวทางในการดำเนินงานของไทยยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งท่านทูตพจน์เห็นว่าทำให้ภารกิจนี้เป็นไปได้ด้วยดี เพราะนับตั้งแต่วันแรกสถานทูตติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ก็ยึดมั่นในการชี้แจงให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจสถานการณ์และข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ละเอียด รอบคอบ และจริงใจ เพราะไทยตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่แค่การนำสัตว์กลับประเทศเท่านั้น แต่เป็นการนำช้างที่มอบให้ประเทศอื่นกลับไทยครั้งแรกจึงประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทั้งทางวัฒนธรรมและทั้งต่อความรู้สึก ทัศนคติของชาวศรีลังกา
ที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์อันดีของไทยและศรีลังกาที่สั่งสมมานานจากประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันและคุณูปการ ทางพุทธศาสนา ยังเป็นพลังที่หนุนนำและทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี จนภารกิจครั้งนี้สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
ท่านทูตพจน์ยังกล่าวขอบคุณพลเอกประยุทธ์ที่อนุมัติงบประมาณปฎิบัติการในครั้งนี้ ด้วยการมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นหน่วยงานประสานงานหลักร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตฯ การพาช้างกลับเข้าประเทศไทยมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องมีการติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อาทิ กรมปศุสัตว์ ด่านกักกันโรค และศุลกากร เพื่อให้ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบทุกประการ หนึ่งในตัวอย่างที่ท่านทูตพจน์ยกขึ้นมาพูดถึงคือ การที่สถานทูตเข้าไปช่วยเสนอหาทางออกกับทางฝ่ายไทยและศรีลังกาเกี่ยวกับช่วงเวลาในการกักตัวของช้าง โดยขอให้พิจารณานับตั้งแต่ที่ศักดิ์สุรินทร์เข้ามาพักที่สวนสัตว์แล้วค่อยไปเฝ้าระวังต่อที่ไทย ซึ่งทำให้ช่วงเวลาสอดคล้องเป็นไปตามเกณฑ์ของการกักกันโรค และสามารถเดินทางกลับไทยได้ตามกำหนด เพื่อไปกักกันโรคต่อตามระเบียบต่อไป
สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามร่วมกันและความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในการช่วยเหลือพลายศักดิ์สุรินทร์ ที่ต่างก็ฝ่าฟันอุปสรรคและทำงานในภาคส่วนของตนอย่างเต็มที่ภายใต้ความเชื่อใจในศักยภาพของแต่ละฝ่าย จนถึงวันฟ้าหลังฝนที่สำเร็จลุล่วงจนพลายศักดิ์สุรินทร์กลับถึงไทยอย่างปลอดภัยในวันที่ 2 กรกฎาคม
แม้ท่านทูตพจน์จะรับว่ากระบวนการนำศักดิ์สุรินทร์กลับบ้านเป็นการทำงานที่ทรหดและเกิดขึ้นภายในเวลาที่ กระชั้นชิดในช่วงท้าย แม้ว่าจะเตรียมการกันมาเกือบปีก็ตาม ทุกหน่วยงานต้องดำเนินงานทุกอย่างที่มีหลายขั้นตอน ตั้งเเต่ที่กระทรวงทรัพย์ฯ ต้องจองวันเครื่องบินขนส่ง การตรวจร่างกายช้าง การซ้อมเคลื่อนย้าย การประสานงานด้านเอกสารระหว่างไทยและศรีลังกา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาราว 20 วัน นับตั้งแต่ที่นายกศรีลังกาจัดประชุมปลดล็อกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน แต่เพราะการทุ่มเทและการร่วมมือของทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
อย่างไรก็ดีการทำงานร่วมกับผู้คนจำนวนมาก ทั้งยังเป็นคนต่างชาติที่มีความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม คงเป็นเรื่องยากที่จะลีกหนีปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ นอกจากสถานทูตจะต้องประสานงานเรื่องต่างๆ ของช้าง ยังต้องรับมือกับปัญหาความไม่เข้าใจของผู้คนด้วย โดยท่านทูตพจน์ได้เล่าให้ฟังถึงประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นในศรีลังกา ที่มีข่าวลือไปว่าควาญช้างไทยแทงช้าง เนื่องจากมีคนถ่ายภาพควาญช้างชาวไทยเหน็บมีดพกไว้กับตัว ผู้คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจว่า การพกอาวุธ เครื่องไม้เครื่องมือ มีดหมอ ขอสับต่างๆ ของควาญนั้น เป็นธรรมเนียมของควาญและยังเป็นการส่งสัญญาณให้ช้างซึ่งมีความฉลาดในระดับหนึ่ง ได้ตระหนักว่า ควาญมีความพร้อม มีอาวุธและมีอำนาจในการควบคุม ซึ่งสถานทูตจึงต้องสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้เพื่อให้ชาวศรีลังกาเข้าใจไทยอย่างถูกต้อง แต่ก็ยอมรับว่าสถานทูตไม่สามารถชี้แจงประเด็นดราม่าที่มีจำนวนมากได้ทุกเรื่อง

ภารกิจที่เป็นมากกว่าการนำช้างกลับบ้าน
ดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า การนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไทยเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและความรู้สึกสำหรับชาวศรีลังกาเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันพลายศักดิ์สุรินทร์เป็นกรรมสิทธิ์ของศรีลังกา และนี่ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้มอบจะขอนำช้างคืนมาจากผู้รับเพื่อนำตัวไปรักษา จุดนี้ทำให้เกิดความเห็นที่แบ่งเป็นสองฝ่ายในศรีลังกา ที่ด้านหนึ่งมองว่าเป็นความน่าละอายของประเทศที่ไม่สามารถดูแลช้างให้ดีได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่งสนับสนุนให้ช้างได้รับการรักษาที่ดี สิ่งที่สถานทูตยืนยันมาตลอดคือสิ่งที่ไทยทำคือความร่วมมือเพื่อสวัสดิภาพที่ดีขึ้นของช้าง มากกว่าการตำหนิว่าเป็นความผิดของใคร
นอกเหนือจากการที่ช้างได้รับการรักษา ท่านทูตพจน์กล่าวด้วยว่า ภารกิจนี้ของไทยยังจะก่อให้เกิดความตระหนักรู้ในการดูแลช้างอย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืน รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการยกระดับคุณภาพการเลี้ยงดูช้างในศรีลังกา
ส่วนคำถามที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องใช้ช้างแบกของหนักเดินขบวน? นี่เป็นการทารุณสัตว์หรือไม่? ท่านทูตพจน์อยากให้มองภาพว่าการใช้ช้างในการเดินขบวนแห่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดั้งเดิมของศรีลังกา เป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาตามความเชื่อ วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้คือผ้าคลุม ดอกไม้ เครื่องประดับ แม้ว่าจะดูหนาหนัก แต่เราไม่ทราบแน่ชัดว่าน้ำหนักแค่ไหนเกินไปหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคนที่มาจากรากฐานวัฒนธรรมที่ต่างกัน คงจะไม่เป็นการเหมาะสมนักที่จะตัดสินวัฒนธรรมความเชื่ออื่น โดยไม่ได้ศึกษาและมองให้ครอบคลุมในแง่มุมที่หลากหลาย นอกจากนี้ ท่านทูตพจน์ ยังเห็นว่า ขบวนแห่ตามวัฒธรรมศรีลังกานั้น มีองค์ประกอบอื่น เช่น นักเต้น นักกายกรรม นักดนตรี ผู้สร้างสรรค์เสื้อผ้า เครื่องประดับ เหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสรรค์และสืบสานวัฒนธรรมของศรีลังกาที่สะท้อนความเป็นชาติ ดังนั้น ประเด็นการหาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ใช้ช้างประกอบพิธีทางศาสนากับการดูแลสัตว์อย่างมีเมตตา จึงยังคงเป็นความท้าทายต่อไปในอนาคต
“จากการทำงานที่ต้องพบปะกับหน่วยงานที่ดูแลสัตว์ของศรีลังกา ทำให้เราทราบว่าเขาขาดแคลนหรือต้องการอะไร ซึ่งอาจต่อยอดเป็นสาขาความร่วมมือเพื่อการพัฒนากันต่อไป เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชนผ่านพลายศักดิ์สุรินทร์” ท่านทูตพจน์กล่าว
ท่านทูตพจน์ยังแบ่งปันเรื่องราวน่าประทับใจหลังจากภารกิจในวันที่ 2 กรกฎาคมสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีว่า ลูกชายของนายกรัฐมนตรีศรีลังกาได้โทรศัพท์มาถึงท่านทูตเพื่อขอบคุณและแสดงความยินดีที่ไทยนำ พลายศักดิ์สุรินทร์กลับไปรักษาได้สำเร็จ และยังได้พูดสายกับท่านนายกรัฐมนตรีทิเนศด้วยตนเอง ซึ่งท่านฝากส่งสารไปยังนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ว่าภารกิจนี้ได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
การนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไทยยังสามารถถอดบทเรียนได้ว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จต้องมีรากฐานความสัมพันธ์ที่ดีช่วยขับเคลื่อน และต้องอาศัยการสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ภารกิจนี้เป็นการเห็นชอบร่วมกัน ทั้งยังช่วยหลอมรวมหลายภาคส่วนของไทยและศรีลังกาให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยความหวังที่จะช่วยเหลือช้าง ซึ่งท่านทูตพจน์ย้ำว่าความสำเร็จนี้เกิดจากคุณูปการของความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ที่มีการติดต่อกันทางการทูตและความเชื่อมโยงทางพุทธศานาตั้งเเต่อดีต ปัจจุบัน เเละเรื่อยไปในอนาคต
ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อพลายศักดิ์สุรินทร์ได้รับการรักษาตัวที่ไทยแล้วจะมีการพิจารณาส่งกลับมาศรีลังกาหรือไม่นั้น ท่านทูตพจน์มองว่า การฟื้นฟูและรักษาศักดิ์สุรินทร์ในไทยคงต้องใช้ระยะเวลานานระดับหนึ่ง แต่คิดว่า ประชาชนคนไทยควรมีวิจารณญาณและวุฒิภาวะในประเด็นช้างไทยในศรีลังกาอีก 2 เชือก คือพลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ ซึ่งก็ได้รับการดูแลจากวัดในศรีลังกาเป็นอย่างดีพอควรอยู่แล้ว ท่านทูตพจน์เล่าว่า ในระหว่างช่วงเวลาภารกิจการนำศักดิ์สุรินทร์กลับไทยนั้น คณะผู้แทนของกระทรวงทรัพยาการธรรมชาติฯ ได้หาเวลาเดินทางไปเยี่ยมพลายศรีณรงค์ด้วย ซึ่งก็ได้รับทราบว่าเขามีความเป็นอยู่ดี ได้รับความใส่ใจอย่างเต็มที่ ควาญที่ดูแลเขาสืบเชื้อสายตระกูลควาญดั้งเดิมมาหลายรุ่น
ส่วนพลายประตูผานั้น เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม หลังจากที่พลายศักดิ์สุรินทร์กลับไปไทยแล้ว ท่านทูตพจน์ได้ไปเยี่ยมพลายประตูผาอีกครั้ง ตามคำเชิญของนาย Pradeep Nilanga Dela Nilame ไวยาวัจกรของวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วซึ่งเป็นสถานที่ดูแลพลายประตูผาหรือ Thai Raja ในปัจจุบัน และได้เดินทางไปดูพลายประตูผาที่วัด Suduham Pola ซึ่งอยู่ในเมืองแคนดี ห่างจากวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วประมาณ 3 กิโลเมตร ปรากฏว่าพลายประตูผา อยู่ในช่วงตกมัน ล่ามโซ่อยู่ในอาณาเขตเชือกกั้นเพื่อความปลอดภัย หลังจากการเยี่ยม ท่านทูตพจน์ยังได้ย้ำถึงความสำคัญในการปรับปรุงสภาพพื้นที่ ภูมิทัศน์ และส่วนประกอบอื่นๆ ในบริเวณด้วย เช่น แหล่งน้ำ ถังน้ำ และหวังว่า เมื่อหายจากอาการตกมัน จะผ่อนโซ่ให้ช้างมีความเป็นอยู่ประจำวันอย่างธรรมชาติ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยอยู่ แล้วยังได้แจ้งแก่ทางวัดพระเขี้ยวแก้วว่า แม้จะเห็นว่า สภาพความเป็นอยู่ของพลายประตูผาจะเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังเห็นว่า น่าจะพยายามปรับสภาพความเป็นอยู่ให้ดีได้อีก ทราบดีไม่อาจพลิกผันสถานการณ์ได้เพียงข้ามวัน โดยในอนาคตจะร่วมกันผลักดันเรื่องการดูแลให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
วันที่ 4 กรกฎาคม นับเป็นวันสำคัญของคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับพลายศักดิ์สุรินทร์ทุกคนที่ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเมื่อได้รับทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพลายศักดิ์สุรินทร์ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ท่านทูตพจน์แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาคุณเป็นที่ยิ่ง และว่าทุกคนที่มีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้มีความปลาบปลื้มเป็นที่สุดที่ทรงพระเมตตาอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุดท่านทูตพจน์หวังว่าความสำเร็จในครั้งนี้จะช่วยสร้างการตระหนักรู้และผลกระทบในทางที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งยังจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ การดูแลช้างร่วมกันต่อไป

