‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ คืนถิ่น ภารกิจเชื่อมสัมพันธ์ ‘ไทย-ศรีลังกา’

11.07.23 | 06:10 น.

‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ คืนถิ่น ภารกิจเชื่อมสัมพันธ์ ‘ไทย-ศรีลังกา’

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงมีเรื่องให้ได้ลุ้นกันตลอดเวลาจนหลายคนละเหี่ยใจ ข่าวดีๆ ที่สร้างความสุขให้กับคนไทยในช่วงที่ผ่านมาข่าวหนึ่งคือการนำพลายศักดิ์สุรินทร์ ช้างไทยที่ไปทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีในศรีลังกามานานกว่า 20 ปี กลับสู่ประเทศเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งจากการตรวจสอบอาการเบื้องต้นของสัตวแพทย์พบว่าขาหน้าซ้ายงอไม่ได้ ตาขวาเป็นต้อกระจก มีปัญหาที่เล็บและฝ่าเท้า ทั้งยังพบแผลฝีที่สะโพกทั้งสองข้าง

โดยรวมตั้งแต่ไปอยู่ที่ศูนย์วิจัยและเฝ้าระวังโรค สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง พลายศักดิ์สุรินทร์ก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับ จากเดิมที่อาจอ่อนเพลียจากการเดินทางข้ามประเทศ ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับควาญของ ออป.ที่ล้วนแต่เป็นควาญมากฝีมือได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่ระหว่างการฝึกให้เข้าใจภาษาไทย ได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง และค่อยๆ ให้การรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ต่อไป

การนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับบ้านเกิดได้ปลุกกระแสความไม่พอใจต่อการปฏิบัติต่อช้างไทยในศรีลังกา มีเสียงเรียกร้องให้นำพลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ ช้างไทยอีก 2 เชือกที่ยังอยู่ในศรีลังกากลับไทยมาให้หมด แต่ก็เป็นเช่นที่ท่านทูตพจน์ หาญพล เอกอัครราชทูตไทยประจำศรีลังกา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับมติชนว่า ภารกิจในการนำศักดิ์สุรินทร์กลับไทยนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยหากเราไม่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทางการศรีลังกาในทุกระดับ เป็นความพยายามร่วมกัน หรือ collective effort อย่างแท้จริง

Advertisement

ในฐานะที่ได้มีโอกาสเดินทางไปยังศรีลังกาและเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เฝ้าดูภารกิจสำคัญในการพาพลายศักดิ์สุรินทร์กลับบ้านด้วยตนเอง สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้และสัมผัสคือชาวศรีลังกาจำนวนมากก็ให้ความสนใจกับการนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไทยเช่นเดียวกัน มีคนศรีลังกาที่มาบอกแสดงความเสียใจพร้อมกับขอโทษที่ไม่สามารถดูแลช้างไทยได้ดีจนต้องนำเขากลับมารักษาตัวในไทย และมีชาวศรีลังกาจำนวนมากที่หอบลูกจูงหลานพร้อมกับบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวพากันมายังสวนสัตว์เดฮิวาลา ที่พลายศักดิ์สุรินทร์มาพักรอขณะตกมันและยังใช้เป็นสถานพยาบาลชั่วคราว เพื่อมาร่วมอำลาพลายศักดิ์สุรินทร์เป็นครั้งสุดท้าย

แม้แต่ในวันเดินทางกลับที่ต้องมีการขนย้ายพลายศักดิ์สุรินทร์ในเวลาราวเที่ยงคืน บนถนนหน้าสวนสัตว์ที่ไม่ได้กว้างใหญ่นัก ก็มีชาวศรีลังกาจำนวนมากรวมทั้งสื่อมวลชนศรีลังกาที่มาร่วมส่งพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไทย แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาได้เห็นจะเป็นเพียงกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่มีเพียงสติ๊กเกอร์รูปพลายศักดิ์สุรินทร์ติดอยู่ด้านนอกเท่านั้นก็ตาม

ทางการศรีลังกาได้จัดรถตำรวจนำขบวนและรถตำรวจเพื่อปิดท้ายรถขนกรงขนาดใหญ่ ที่มีรถของทีมสัตวแพทย์และควาญช้าง รวมถึงรถของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ของไทยที่มุ่งหน้าไปยังสนามบิน มีการจัดวางกำลังตำรวจในทุกๆ สี่แยกที่ขบวนรถจะเคลื่อนผ่านตลอดเส้นทางจนถึงสนามบิน เพื่อให้แน่ใจว่าการเดินทางไปยังสนามบินเป็นไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย

ภารกิจการนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับบ้านจะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทางการศรีลังกา ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านทูตพจน์ได้ติดต่อกับสำนักงานประธานาธิบดีศรีลังกา นายกรัฐมนตรีทิเนศ คุณวรรเทนะ ของศรีลังกา ถึงกับมาเป็นประธานการประชุมระหว่างสถานทูตไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของศรีลังกาด้วยตัวเอง สมเด็จพระสังฆราชของศรีลังกา ตลอดจนเจ้าอาวาสวัดคันเดวิหาร ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พลายศักดิ์สุรินทร์ในศรีลังกาที่เข้าใจความจำเป็นที่จะต้องมีการนำพลายศักดิ์สุรินทร์กลับไทยเพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรัง

กว่าจะมาถึงวันที่พลายศักดิ์สุรินทร์เดินทางกลับบ้านเกิด ณ สนามบินเชียงใหม่อย่างที่ทุกคนได้เห็น มีผู้อยู่เบื้องหลังมากมายที่ทำงานกันอย่างเต็มที่และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแข่งกับเวลา ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทยในศรีลังกาทุกคน ข้าราชการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และผู้คนอีกมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ “งานช้าง” ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งรวมถึงความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพลายศักดิ์สุรินทร์เอง ขนาดที่สัตวแพทย์หลายคนที่เข้าร่วมในภารกิจนำช้างกลับบ้านครั้งนี้ถึงกับออกปากว่า พลายศักดิ์สุรินทร์เป็นช้างที่สุภาพและเชื่องอย่างยิ่ง

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพลายศักดิ์สุรินทร์เป็นผลจากการดูแลที่ขาดความรู้ของควาญช้างและคนไม่กี่คน เราไม่ควรไปตีความว่านั่นคือแนวปฏิบัติของคนศรีลังกากับช้างทั้งหมด หรือไปกล่าวโทษประเทศศรีลังกาว่าไม่ดูแลสวัสดิภาพสัตว์ เช่นที่ท่านนายทิเนศได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับมติชนว่า ศรีลังกาให้การดูแลช้างแต่ไม่มีโรงพยาบาล หรือการดูแลโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเหมือนในไทย ซึ่งศรีลังกาหวังว่าไทยจะมีการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องนี้มาให้ศรีลังกาในอนาคต

แนวคิดของนายกรัฐมนตรีทิเนศในเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งใจที่จะให้มีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ ออป. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของศรีลังกา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่ช้างไทยอีก 2 เชือกที่อยู่ในศรีลังกาเท่านั้น แต่จะช่วยให้การดูแลช้างทั้งหมดในศรีลังกาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ทั้งยังสอดคล้องกับที่คณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัย Peradeniya ในเมืองแคนดี ซึ่งเป็นคณะสัตวแพทย์เพียงแห่งเดียวในศรีลังกาได้ติดต่อมายังกรมอุทยานฯ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาพยาบาลช้างกับไทยเช่นกัน

สิ่งที่พูดได้คือภารกิจที่กินเวลาเกือบ 1 ปีในครั้งนี้ไม่ได้ง่าย เต็มไปด้วยปัญหาให้ต้องปรับแก้กันไปตลอดทาง แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และที่สำคัญที่สุดคือด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจระหว่างไทย-ศรีลังกา “งานช้าง” ครั้งนี้จึงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย

นับเป็นภารกิจที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือบนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองชาติอย่างแท้จริง