หน้าแรก ต่างประเทศ สื่อนอกตีข่าว...

สื่อนอกตีข่าว ‘พิธา’ วืดนายกฯ ลุ้นไปต่อโหวตรอบ 2 หรือไม่ หวั่นจุดความวุ่นวายทางการเมือง

14.07.23 | 15:01 น.
ภาพเอเอฟพี

สื่อนอกตีข่าว ‘พิธา’ วืดนายกฯ ลุ้นไปต่อโหวตรอบ 2 หรือไม่ หวั่นจุดความวุ่นวายทางการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศยังติดตามสถานการณ์การเมืองไทยหลังจาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปไม่ถึงฝั่งฝันจากการไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาได้ถึง 375 เสียง ในการจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศได้ โดยสื่อนอกอย่างสำนักข่าวเอเอฟพี เอพี และบีบีซี ต่างพาดหัวข่าวว่านายพิธาพ่ายแพ้ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่เอเอฟพีระบุว่า ผลการโหวตที่ออกมาได้กลับกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มากขึ้น ด้วยสัญญาณที่ชี้ว่า ส.ส.ขั้วอนุรักษนิยม และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหาร จะไม่ให้การสนับสนุนนายพิธา

เอเอฟพียังอ้างคำประกาศอย่างแข็งขันของนายพิธาว่า “ยอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้” ต่อผลการโหวตครั้งแรกนี้ และจะกลับไปรวบรวมยุทธศาสตร์เพื่อที่จะชนะในการโหวตครั้งที่ 2 แต่เอเอฟพีก็ระบุว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงไม่ชัดเจน โดยประธานรัฐสภายังไม่ได้บ่งชี้ว่านายพิธาสามารถลงได้อีกครั้งหรือไม่ เพื่อให้ได้คะแนนเสียงตามที่ต้องการ

ด้านสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้นำนักปฏิรูปของไทย ไม่สามารถชนะเสียงโหวตในรัฐสภาเพื่อกลายเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยแม้นายพิธาจะกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งปฏิเสธการปกครองของผู้นำทหารที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ และนายพิธามีเสียงสนับสนุนข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะเสียง ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้มากพอ

โดยนายพิธาได้เสียงสนับสนุนเพียง 324 เสียง ยังขาดไป 51 เสียง ซึ่งบีบีซีระบุว่า ภายใต้กฎ รัฐสภาจะทำการโหวตต่อไปจนกว่านายกรัฐมนตรีจะได้รับเลือก โดยการโหวตครั้งต่อไปถูกกำหนดขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่า นายพิธาจะสามารถจัดการให้ได้เสียงสนับสนุนที่ยังขาดอยู่ได้อย่างไร นั่นทำให้ความเสี่ยงที่ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยที่ความหวังของคนไทยหลายล้านคนสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของประเทศดูเหมือนถูกทำลายลง

Advertisement

ขณะที่สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นายพิธา หัวหน้าพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าที่สร้างเซอร์ไพรส์แซงคู่แข่งคว้าเสียงสนับสนุนมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม ล้มเหลวที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้เขาก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในการโหวตเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยแม้พรรคร่วม 8 พรรคนำโดยพรรคก้าวไกลจะมีเสียงรวมกัน 312 เสียง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากที่แข็งแกร่งในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม

แต่การต่อต้านอย่างแข็งแกร่งในวุฒิสภา ที่มีสมาชิกหัวอนุรักษนิยมและโดยทั่วไปไม่เห็นด้วยกับนโยบายปฏิรูปของพรรคก้าวไกล ดูเหมือนได้ทำลายโอกาสของนายพิธาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรก โดยมี ส.ว.เพียง 13 เสียงเท่านั้นที่โหวตสนับสนุนเขา ไม่เห็นชอบ 34 เสียง และงดออกเสียง 159 เสียง

เอพีชี้ว่า หลักใหญ่ของความขัดแย้งระหว่างขั้วเสรีนิยมที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล กับ ส.ว.ที่มีความอนุรักษนิยมอย่างลึกซึ้ง คือ การรณรงค์ของพรรคก้าวไกลที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งผู้คัดค้านส่วนหนึ่งชี้ว่าจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล เป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่โหวตให้นายพิธา และจากการโหวตรอบแรกที่ไม่ได้ผลสรุป ทำให้มีต้องมีการโหวตรอบต่อไปที่คาดว่าจะมีขี้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งนายพิธาจะได้ลองพยายามอีกเป็นครั้งที่ 2 หรือไม่ หรือจะหลีกทางให้มีการเสนอชื่อแคนดิเดตจากพรรคอื่นในพรรคร่วมรัฐบาลมาแทน ก็ยังไม่เป็นที่ทราบในทันที

แต่เอพีระบุว่า ไม่ว่าประเด็นนายกรัฐมนตรีจะได้รับการจัดการอย่างไร แต่นายพิธาก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ อีก เช่นกรณีที่ กกต.ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายพิธาว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่จากการถือครองหุ้นสื่อ ต่อประเด็นนี้ ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายกับเอพีถึงข้อกล่าวหานี้และคำร้องทางกฎหมายอื่นๆ ที่มีต่อนายพิธาว่า เป็นเรื่อง “หลอกลวง” และเป็นสิ่งที่หลายๆ คนโดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนนายพิธา จะไม่ยอมทน

เอพีชี้ว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยได้เรียกร้องการลงถนนประท้วงแล้ว และมีความกังวลว่าการเคลื่อนไหวจะทวีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคก้าวไกลถูกตัดอำนาจ เหมือนเมื่อครั้งที่พรรคอนาคตใหม่ถูกสั่งยุบพรรค ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมประท้วงที่นำโดยเยาวชน จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง

นายไมเคิล มอนเตซาโน ผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ของสิงคโปร์ กล่าวให้ความเห็นว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ไขอย่างไร ความพยายามที่จะขัดขวางนายพิธาและพรรคก้าวไกล อาจก่อให้เกิดอันตราย และสร้างความเจ็บปวดให้กับประเทศไทยโดยไม่จำเป็น ท้ายที่สุดแล้วระบบการเมืองและผู้ที่จะมีอำนาจครอบงำจำเป็นต้องขยับเข้าใกล้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย และความปรารถนาของคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดีให้มากขึ้น และว่า คำถามใหญ่ที่สุดก็คือการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเจ็บปวดและรุนแรงหรือไม่ หรือจะเป็นไปในทางสร้างสรรค์และตอบสนองโอกาสในอนาคตของประเทศหรือไม่