นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล สั่งการให้กระทรวงต่างประเทศอิสราเอลควบคุมการทำงานในทุกมิติกับสถานเอกอัครราชทูตของ 12 ชาติที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี ที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล ซึ่งโหวตผ่านข้อมติยูเอ็นเอสซีที่ระบุว่าการก่อสร้างบ้านเรือนในเขตเวสต์แบงก์ของอิสราเอลเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงยังเป็นอุปสรรคต่อการที่รัฐสองรัฐจะอาศัยอยู่ข้างกันอย่างสันติและมีความมั่นคง
เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิสราเอลระบุว่า จะมีการระงับการติดต่อกับสถานทูต 12 แห่ง ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น ยูเครน อังโกลา อียิปตร์ อุรุกวัย สเปน เซเนกัล และนิวซีแลนด์ โดยนายเนทันยาฮูซึ่งรักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอลอยู่ด้วยในขณะนี้ยังจะไม่พบปะหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงเอกอัครราชทูตจากประเทศเหล่านี้ ขณะที่รัฐมนตรีของอิสราเอลก็จะจำกัดการเดินทางไปยังประเทศทั้ง 12 ประเทศนี้ด้วย อย่างไรก็ดีเอกอัครราชทูตอิสราเอลในประเทศสมาชิกยูเอ็นเอสซีจะยังคงทำงานกับรัฐบาลของประเทศเจ้าภาพต่อไป
หลังยูเอ็นเอสซีให้การรับรองข้อมติที่ 2334 ด้วยคะแนน 14 เสียง โดยสหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิสราเอลไม่ขัดขวางด้วยการใช้สิทธิวิโต้ แต่งดออกเสียง อิสราเอลแสดงความไม่พอใจอย่างต่อเนื่อง โดยทางการอิสราเอลได้เรียกทูตสมาชิกยูเอ็นเอสซี 10 ประเทศมาประท้วงต่อการลงมติของยูเอ็นเอสซี ตามด้วยคำประกาศตอบโต้ครั้งล่าสุดนี้ อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์มองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจทางการทูต แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้า ความร่วมมือด้านความมั่นคง รวมถึงความสัมพันธ์ในมิติอื่นๆ แต่อย่างใด

