หน้าแรก ต่างประเทศ สหรัฐ-โสมขาวเ...

สหรัฐ-โสมขาวเปิดถก ‘กลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์’ ครั้งแรก หวังเสริมการป้องปรามโสมแดง

18.07.23 | 12:25 น.
(REUTERS)

สหรัฐ-โสมขาวเปิดถก ‘กลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์’ ครั้งแรก หวังเสริมการป้องปรามโสมแดง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ประธานาธิบดียุน ซอกยอลกล่าวว่า กลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์กลุ่มใหม่ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างการป้องปรามที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพต่อเกาหลีเหนือ

เจ้าหน้าที่จากสหรัฐและเกาหลีใต้กำลังอยู่ระหว่างการประชุมในวันเดียวกันนั้นที่โซล เพื่อเปิดอภิปรายของกลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก โดยมุ่งหวังที่จะสร้างการตอบสนองต่อนิวเคลียร์ที่สอดประสานกันมากขึ้น ในกรณีที่เกิดสงครามกับเกาหลีเหนือ

“จากพันธมิตรระหว่างเกาหลีใต้-สหรัฐ พัฒนาสู่กระบวนทัศน์ใหม่ทางดานนิวเคลียร์ พวกเราจะใช้สรรพกำลังในการสกัดกั้นภัยคุกคามนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือโดยพื้นฐาน” ยุนกล่าวในการแถลงข่าว

ก่อนหน้านี้ มีการประกาศตั้งกลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์ครั้งที่ที่การประชุมสุดยอดทวิภาคีระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้ในวอชิงตันเมื่อเดือนเมษายน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐคัดค้าน

Advertisement

ด้านจีนและเกาหลีเหนือได้ออกมาวิจารณ์การก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือนี้ว่าจะเป็นการทวีความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี

เมื่อวันจันทร์ (17 ก.ค.) เกาหลีเหนือซึ่งทำการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประณามกลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์สำหรับหารือเกี่ยวกับการใช้นิวเคลียร์อย่างเปิดเผย พร้อมเตือนพันธมิตรสหรัฐ-เกาหลีใต้ไม่ให้เพิ่มการแสดงออกทางแสนยานุภาพกองทัพ ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนไหวทรัพย์สินทางยุทธศาสตรต์ (strategic assets) อย่าง เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือดำน้ำ ดังที่สหรัฐประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะนำเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธทิ้งตัวมาเยือนเกาหลีใต้ พร้อมกล่าวว่าความพยายามดังกล่าวจะเพิ่มการป้องปรามเพิ่มเติมได้

ขณะที่ คิม โยจอง น้องสาวของผู้นำคิม จอง อึนของเกาหลีเหนือวิจารณ์การประกาศดังกล่าวของสหรัฐเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมว่าจะเป็นเพียงการผลักเปียงยางให้ออกจากโต๊ะเจรจามากขึ้น และว่า สหรัฐควรหยุดการกระทำที่โง่เขลาซึ่งยั่วยุเกาหลีเหนือ ที่อาจทำให้ความมั่นคงตกอยู่ในความเสี่ยง