‘ฮุน เซน’ ประกาศทิ้งเก้าอี้ ‘ฮุน มาเนต’ ขึ้นแท่น ‘นายกรัฐมนตรีกัมพูชา’ 22 ส.ค.นี้
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หนึ่งในผู้นำที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานที่สุดในโลก ประกาศเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ว่าเขาจะลาออกและส่งมอบอำนาจให้กับนายฮุน มาเนต บุตรชายคนโต หลังดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศมายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ
“ผมอยากจะขอความเข้าใจจากประชาชน ขณะที่ผมประกาศว่าจะไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป” สมเด็จฯฮุน เซน กล่าว
ด้านขแมร์ไทม์สของกัมพูชารายงานโดยอ้างการกล่าวถ้อยแถลงพิเศษของสมเด็จฯฮุน เซน ต่อสถานีโทรทัศน์แห่งชาติของกัมพูชาว่า ฮุน มาเนต จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป
“ตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2528 จนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ผมอยู่ในตำแหน่งมาแล้ว 14,099 วัน หรือ 2,014 สัปดาห์ หรือ 463 เดือน หรือ 38 ปี 7 เดือน 8 วัน” ฮุน เซนกล่าว
สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวว่า แม้ว่าเขาจะลาออก แต่เขาจะยังคงทำงานการเมืองต่อไปในฐานะหัวหน้าพรรคซีพีพี สมาชิกรัฐสภา และประธานองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นก็จะเป็นประธานวุฒิสภาหลังการเลือกตั้งวุฒิสภาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567
“ดังนั้น ผมยังคงมีโอกาสที่จะรับใช้ประชาชน และช่วยเหลือรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และการพัฒนาประเทศ ตลอดจนช่วยเหลือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในยามที่พระองค์ไม่ประทับอยู่ในประเทศ” สมเด็จฯฮุน เซนกล่าว พร้อมยืนยันว่า เขาจะไม่ก้าวก่ายในเรื่องของนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือรัฐบาลใหม่ เพราะมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
ฮุน เซน วางแนวทางสำหรับการส่งมอบอำนาจไปสู่มือของพลเอกฮุน มาเนต บุตรชายของเขามาเป็นเวลานานกว่าปีครึ่งแล้ว และฮุน มาเนต วัย 45 ปี มีบทบาทนำในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้กับพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ในครั้งนี้
อย่างไรก็ดี สมเด็จฯฮุน เซน แสดงจุดยืนชัดเจนว่า เขาตั้งใจที่จะใช้อิทธิพลของตนเองต่อไป แม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งแล้วก็ตาม พร้อมกับตำหนิแนวคิดที่ว่าประเทศสามารถที่จะเปลี่ยนทิศทางได้
ภายใต้การปกครองของสมเด็จฯฮุน เซน เขามีความใกล้ชิดกับจีน และได้ประโยชน์จากการลงทุนและโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของจีน รวมถึงการพัฒนากองทัพเรือซึ่งทำให้สหรัฐตื่นตระหนก
ขณะที่จีนออกมาแสดงความยินดีต่อผลการเลือกตั้งกัมพูชาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้ส่งข้อความแสดงความยินดีกับสมเด็จฯฮุน เซน เป็นการส่วนตัวด้วยเช่นกัน

