รัฐประหารไนเจอร์! เคอร์ฟิวทั่วประเทศ สั่งปิดพรมแดน ‘บลิงเกน’ ร้องปล่อยตัวปธน.บาซูม
ทหารไนเจอรได้ก่อเหตุยึดอำนาจและประกาศปลดนายโมฮาเหม็ด บาซูม ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง โดยมีการประกาศการรัฐประหารดังกล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 26 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น การประกาศปลดนายบาซูมมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาถูกควบคุมตัวในทำเนียบประธานาธิบดี
พันเอกอามาดู อับตรามาเน ประกาศการยึดอำนาจโดยมีเจ้าหน้าที่อีก 9 นายยืนอยู่ด้านหลังว่า กองกำลังป้องกันและความมั่นคงได้ตัดสินใจที่จะยุติระบอบการปกครองที่ทุกคนทราบ เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงที่เสื่อมทรามลงและธรรมาภิบาลที่เลวร้าย
อับดรามาเนกล่าวด้วยว่า จะมีการปิดพรมแดนของไนเจอร์ ประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ และระงับการปฏิบัติงานของสถาบันต่างๆ ทั้งหมดในประเทศลง พร้อมกับเตือนการแทรกแซงจากต่างชาติ และเสริมว่าพวกเขาจะให้ความเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ของนายบาซูม
ด้านนายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนกรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายบาซูมทันที และว่า ไม่ว่าเหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นการรัฐประหารในทางเทคนิคหรือไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะพูดได้ เพราะเป็นเรื่องของนักกฎหมาย แต่สิ่งที่ชัดเจนคือความพยายามที่จะยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ
การเลือกตั้งที่ทำให้นายบาซูมได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีไนเจอร์ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยครั้งแรก ในประเทศที่มีการรัฐประหารโดยกองทัพถึง 4 ครั้งนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2503
ทั้งนี้ ไนเจอร์ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกปิดล้อมด้วยประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน ได้กลายเป็นพันธมิตรสำคัญสำหรับมหาอำนาจตะวันตก ที่ต้องการผู้ช่วยเหลือในการต่อสู้กับการก่อความไม่สงบ ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลทหารชุดใหม่ที่ก้าวขึ้นมาปกครองมาลีและบูร์กินาฟาโซ
ฝรั่งเศสได้ย้ายกองทหารที่เคยประจำการอยู่ในมาลีไปยังไนเจอร์เมื่อปีที่ผ่านมา หลังความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ในมาลีย่ำแย่ลง และยังได้ถอนกำลังออกจากบูร์กินาฟาโซที่เกิดความตึงเครียดคล้ายๆ กัน โดยชาติตะวันตกได้ทุ่มงบประมาณให้กับไนเจอร์เพื่อช่วยเหลือด้านความปลอดภัยและสนับสนุนไนเจอร์ในด้านต่างๆ
การยึดอำนาจครั้งล่าสุดนี้ นับเป็นการก่อรัฐประหารครั้งที่ 7 ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลางนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งอาจทำให้ความพยายามของชาติตะวันตกในการต่อสู้กับการก่อความไม่สงบของกลุ่มญิฮาดที่แผ่ขยายจากประเทศมาลีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องเผชิญกับความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

