หน้าแรก ต่างประเทศ สันติภาพสำหรั...

สันติภาพสำหรับกองทัพพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

28.07.23 | 12:02 น.

คำว่า “สันติภาพ” หรือ “เญงชานเย” (Nyein chan yay) ในภาษาพม่า เมื่อเป็นกริยา คำว่า “เญง” มีความหมายว่าการดับ (ไฟ) หรือการแก้ไขปัญหา ทำให้สถานการณ์กลับเป็นปกติ ดังนั้นในมุมมองของคนพม่า ก่อนที่จะมีสันติภาพ ย่อมต้องมี “ไฟ” หรือ “ความไม่ปกติ” เกิดขึ้นก่อน

ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ในยุคจารีต แผ่นดินที่เราเรียกรวมๆ ว่าสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาแห่งนี้เต็มไปด้วยศึกสงครามการช่วงชิงความเป็นใหญ่ระหว่างอาณาจักรที่เป็นตัวแทนของเชื้อชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรของชาวปยู (Pyu) อาณาจักรมอญ อาณาจักรยะไข่ และของคนพม่า ราวกลางศตวรรษที่ 18 ซึ่งร่วมสมัยกับปลายสมัยอยุธยา ราชวงศ์อลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง ภายใต้พระเจ้าอลองพญา สามารถรวบรวมดินแดนส่วนใหญ่ที่พม่าปัจจุบันให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรของคนพม่าได้

เมื่อรัฐพม่าสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลังได้รับเอกราชเมื่อ 75 ปีก่อน ดินแดนของกลุ่มชาติพันธุ์นับสิบนับร้อยกลุ่มถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพ และด้วยบทบาทการต่อต้านอาณานิคมที่โดดเด่นของผู้นำชาตินิยมพม่า ขบวนการชาตินิยมจึงกลายเป็นขบวนการที่มีแนวร่วมเป็นคนพม่าเป็นหลัก

วีรกรรมของผู้นำพม่า ได้แก่ นายพล ออง ซาน อู นุ หรือนักเขียนชาตินิยมคนสำคัญที่สุดของพม่า อย่างตะขิ่น โก ด่อ มาย (Thakin Ko Daw Hmaing) จึงปรากฏอยู่ในวรรณกรรม ตำราเรียน ตำนาน และเรื่องเล่าประเภทอื่นๆ ประกอบลักษณะพิเศษของพม่าที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์มากมาย หลายกลุ่มมีความขัดแย้งกับคนพม่ามายาวนาน และต้องการแยกตัวออกไปเป็นเอกราช การสร้างรัฐสมัยใหม่ของพม่าจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างกองทัพและการสร้างวีรบุรุษ ที่มักมีต้นกำเนิดจาก “การต่อสู้” หรือกองทัพนั่นเอง

กองทัพพม่าเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อนายพล เน วิน รัฐประหารล้มล้างรัฐบาลพลเรือนของอู นุในปี 1962 ตั้งแต่นั้นมา เน วินก็ใช้ระบอบเผด็จการสร้างให้พม่าเป็นรัฐของคนพม่า (Burmanized State) และเพิ่มบทบาทของกองทัพในฐานะผู้ปกป้องความเป็นเอกราช และความสงบของประเทศ

Advertisement

ในประเทศที่เติบโตขึ้นท่ามกลางสงครามกลางเมือง ระหว่างรัฐบาลและกองทัพพม่าฝั่งหนึ่ง กับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อีกฝั่งหนึ่ง การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กองทัพ และการสร้างความชอบธรรมให้กับคนพม่าจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของกระบวนการสร้างชาติ ตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหารของเน วินเสียอีก

เมื่อกองทัพมีหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติสุขชาติ อีกทั้งป้องกันไม่ให้สหภาพแตกสลาย ใคร หรือกองกำลังใดก็ตามที่เป็นภัยต่อความสุขสงบของชาติจึงเป็นศัตรูของกองทัพพม่าไปโดยปริยาย เมื่อมีความคิดตั้งต้นแบบนี้ เราจึงเห็น “ตั๊ดม่ะด่อ” พร้อมพุ่งชน “ศัตรูของชาติ” โดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบ อะไรตามมา สองเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านคงเป็นรัฐประหารปี 2021 ที่กองทัพตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของด่อ ออง ซาน ซูจี ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่คนพม่าอย่างมาก แม้กองทัพจะรับรู้ว่าต้องเจอกับมาตรการกดดันมากมาย ทั้งจากภายในอาเซียนและนานาประเทศ แต่ในความคิดของผู้นำกองทัพ รัฐประหารครั้งนี้คือสิ่งจำเป็น และเป็นเหมือนการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้รัฐบาลพรรค NLD แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือลดทอนอำนาจของกองทัพไปมากกว่านี้ เหตุการณ์ต่อมาคือการสังหารหมู่ชาวโรฮีนจา ระหว่างปี 2016-2017 ที่กองทัพมองว่ามีความชอบธรรมเช่นกัน เพราะรัฐพม่าไม่ได้มองว่าชาวโรฮีนจาเป็นประชากรของพม่า

ท่ามกลางสงครามกลางเมืองตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กองทัพเป็นตัวละครหลักทั้งในการก่อสงคราม… และกระบวนการสร้างสันติภาพ ฟังดูอาจจะแปลกๆ แต่ผู้นำกองทัพพม่าไม่เคยเชื่อว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตนแม้แต่ครั้งเดียว แม้ที่ผ่านมาจะมีประชากรที่ไร้ที่อยู่ จากปฏิบัติของกองทัพพม่าที่นำเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์และพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร และมีฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคณะรัฐประหารที่เสียชีวิตไปแล้วหลายพันคน แต่กองทัพก็ยังคงพูดถึงบทบาทของตนในฐานะผู้ริเริ่มให้เกิดกระบวนการสร้างสันติภาพ

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในปี 1988 อันถือเป็นการสิ้นสุดยุคของเน วิน ที่ปกครองพม่ามา 26 ปี รัฐบาลทหารชุดใหม่พยายามเจรจาหยุดยิงกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายสิบกลุ่ม แต่ปัญหาสำคัญของพม่าอยู่ที่ว่า มีกองกำลังติดอาวุธหลายสิบกลุ่ม และไม่เคยมีการเจรจาสันติภาพครั้งใด ที่รัฐบาลหรือกองทัพสามารถรวมกองกำลังทุกกลุ่มเพื่อเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศได้จริง และแม้จะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงขึ้นแล้ว แต่ไม่นานก็เกิดการต่อสู้ขึ้นอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่กัดกินการพัฒนาทุกด้านในพม่ามายาวนาน

คณะรัฐประหารภายใต้ SAC ในปัจจุบันก็มีความพยายามจะเจรจาสันติภาพในลักษณะเดียวกัน และดูเหมือนผู้นำคณะรัฐประหารจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้อย่างมาก ผู้มีบทบาทในการเจรจาในปัจจุบัน คือ พลโท ยา เพ (Yar Pyae) ซึ่งเป็นทหารคนสนิทของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย

ยา เพ มีหลายตำแหน่งในคณะรัฐประหารชุดปัจจุบัน นอกจากจะเป็นคนที่มิน อ่อง ลายไว้เนื้อเชื่อใจเป็นพิเศษแล้ว เขายังนั่งเป็นหัวโต๊ะคณะกรรมการเจรจาเพื่อความสามัคคีและสันติภาพแห่งชาติ ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นมาด้วย บทบาทของยา เพ ตอกย้ำข้อสังเกตของผู้เขียนที่ว่า กองทัพพม่ามักมองว่ามีเพียงตนเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำการเจรจาสันติภาพในชาติได้ เพราะนอกจากกองทัพ และคนพม่า จะมีสถานะเป็น “ผู้นำ” เหนือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นใดแล้ว กองทัพยังมองว่าความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากตนเอง ในทางตรงข้าม กองทัพเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวที่มาช่วยพม่าไม่ให้ตกไปอยู่ภายใต้ “นักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่นและโปรชาติตะวันตก”

ยา เพเป็นตัวเลือกของผู้นำการเจรจาสันติภาพที่ดี เพราะเขามีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างดีกับด่อ ออง ซาน ซูจี อีกทั้งยังร่วมโต๊ะสนทนากับพรรค NLD ได้แบบไม่เคอะเขิน (ต่างกับผู้นำระดับสูงของกองทัพอีกหลายคน ที่เราไม่เคยเห็นภาพร่วมโต๊ะเจรจาใดๆ กับ NLD) จึงไม่น่าแปลกใจว่าในปัจจุบันเริ่มมีคนมองว่ายา เพจะเป็นตัวแทนของมิน อ่อง ลายในอนาคตได้ แต่สำหรับการเมืองพม่าแล้ว ไม่มีอะไรที่เรียกว่ามิตรแท้หรือศัตรูถาวร ด้วยความที่เขาเป็นผู้นำที่โดดเด่นในกองทัพ และสามารถพูดคุยกับทุกฝ่ายได้ นี่ก็อาจเป็นดาบสองคมสำหรับตัวยา เพ เองและสันติภาพของพม่าในระยะยาวเช่นกัน