รายงานพิเศษ ย้อนมองโลก2016 ผ่านวิกฤตผู้นำ

29.12.16 | 14:21 น.

มองย้อนกลับไปตรวจสอบสภาวะการเมืองโลกในช่วงขวบปีที่ผ่านมา แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เหมือนเมื่อครั้งเกิด “อาหรับสปริง” เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา กระนั้นนักสังเกตการณ์การเมืองโลกชี้ว่า ปี 2016 ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญของการต่อสู้ทางความคิดครั้งใหญ่

เป็นสงครามที่ไม่ประกาศระหว่างแนวความคิดที่ยึดถือกันมานับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าด้วยโลกที่เป็นประชาธิปไตย การค้าที่เป็นเสรี และการเชื่อมโยงเป็นเสมือนหนึ่งหมู่บ้านเดียวกันของประชาคมโลก กับแนวความคิดดั้งเดิมของการมองกลับเข้าสู่ภายใน ยึดถือตนเอง ชาติของตัวเองเป็นศูนย์กลางที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่แนวโน้มของลัทธิปกป้องทางการค้า ลัทธิผู้นำแบบ “สตรองแมน” ผู้นำอำนาจนิยมเชิงชาตินิยม-ประชานิยม ที่ยิ่งนับวันยิ่งคลี่คลายขยายตัวให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

จนเชื่อกันว่าสงครามความคิดครั้งนี้จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดในปี 2017 ที่กำลังย่างกรายเข้ามาถึง

อันอาจลงเอยด้วยระเบียบโลกใหม่ หรือโลกใหม่ที่โกลาหลไร้ระเบียบได้ในที่สุด

ปี 2016 ที่ผ่านมาเริ่มต้นด้วยความคาดหวังถึงโลกที่อาจบรรลุสู่ความเป็นธรรมและโปร่งใสได้ในที่สุด เมื่อ “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” (ไอซีซี) ณ กรุงเฮก เริ่มต้นการไต่สวนคดีของอดีตประธานาธิบดีลอรองต์ บักโบ แห่งไอวอรีโคสต์ กับชาร์ลส์ เบล กูเด้ นักการเมืองชาติเดียวกัน เมื่อปลายเดือนมกราคม ใน 4 ข้อหาฉกรรจ์ที่เป็นฐานความผิดอันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อันเป็นวิบากกรรมเมื่อครั้งที่คนทั้งสองเรืองอำนาจได้กระทำไว้กับผู้คนร่วมชาติแต่ต่างความคิดของตนเอง ระหว่างปี 2010 และ 2011 มีทั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำฆาตกรรม ข่มขืนกระทำชำเรา และอื่นๆ

Advertisement

21 มีนาคม ไอซีซีไต่สวนอดีตรองประธานาธิบดีฌ็อง-ปิแอร์ บัมบา แห่งสาธารณรัฐคองโก ในข้อหามีการกระทำอันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ 2 ข้อหา กระทำการอันเป็นอาชญากรสงครามอีก 3 ข้อหา ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการข่มขืนและสังหารหมู่พลเรือนในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ระหว่างปี 2002-2003

บัมบาถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ที่ทำให้ดูเหมือนว่า โลกาภิวัตน์จะสามารถยังความเป็นธรรมและโปร่งใสให้เกิดขึ้นได้ แม้จะเนิ่นช้าเพียงใดก็ตาม

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำลายความคาดหวังดังกล่าวไปโดยสิ้นเชิง

22 มีนาคม กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างความรับผิดชอบในเหตุการณ์ก่อการร้ายโจมตีท่าอากาศยานและสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ราย อีก 270 คนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงทำให้การก่อการร้ายกลับมาเป็นเหตุเขย่าขวัญโลกได้อีกครั้งเท่านั้น ยังทำให้วิกฤตผู้อพยพในภาคพื้นยุโรป ยิ่งหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น และเป็นคำถามต่อนักการเมือง ผู้ปกครองในหลายต่อหลายประเทศในยุโรปว่า นโยบายที่อยู่บนพื้นฐานเมตตาธรรมนั้นควรมีขีดจำกัดหรือไม่ และอย่างไร

การปะทะกันระหว่าง 2 แนวความคิด ไม่มีที่ใดเห็นได้ชัดเจนเท่ากับในภาคพื้นยุโรป และในบรรดาหลายประเทศยุโรปเหล่านั้น การปะทะรุนแรงแล้วลงเอยด้วยผลลัพธ์เหลือเชื่อเกิดขึ้นที่สหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน เมื่อประชาชน 51.89% ลงคะแนนเสียงประชามติให้นำประเทศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อีก 48.11% ลงคะแนนเสียงสนับสนุนแนวทางรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ให้ยังคงสมาชิกภาพเอาไว้ตามเดิม

เดวิด คาเมรอน ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นนอกจากจะประกาศแถลงการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ยืนยันการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ฝ่ายสนับสนุนอียูประเมินทุกอย่างผิดหมด การรณรงค์ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนด้วยข้อเท็จจริงของความเสียหายทางเศรษฐกิจ ปัญหาพื้นฐานทางการเงิน ความยุ่งยากในการจัดระเบียบและดำเนินความตกลงใหม่กับนานาชาติ เรื่อยไปจนถึงปัญหาด้านความมั่นคง วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ ถูกกลบหายไปจนหมดสิ้นในที่สุดด้วย “อารมณ์และความรู้สึก” ของการถูกคุกคามจากคนต่างถิ่น ถูกบัญชาโดยคนนอก และความทะยานอยากต่อการ “กุมชะตากรรมทุกอย่างให้อยู่ในมือของตัวเอง”

นักสังเกตการณ์เชื่อว่า สิ่งที่เรียกกันว่า “เบร็กซิท” ส่งผลให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นได้ในอีกหลายต่อหลายประเทศ ทั้งในภาคพื้นยุโรปเอง ตั้งแต่การพ่ายประชามติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรีมัทเทโอ เรนซี ในอิตาลี เรื่อยไปจนถึงในกรณีการก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำมหาอำนาจที่สำคัญที่สุดของโลกประเทศหนึ่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สหรัฐอเมริกา ในเวลาต่อมา

13 กรกฎาคม เทเรซา เมย์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของประเทศอังกฤษ พร้อมแบกรับภาระหนักอึ้งในการดำเนินกระบวนการเบร็กซิทต่อไป

ผลลัพธ์ที่แท้จริงของ “เบร็กซิท” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นั้น แต่นักสังเกตการณ์ทั้งหลายเชื่อด้วยซ้ำไปว่า ผลสะเทือนของเรื่องนี้เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นในช่วงปีที่ผ่านมา

ในภูมิภาคอเมริกาใต้ ไม่มีผู้นำชาติใดเผชิญกับปัญหาท้าทายต่อเนื่องมากเท่ากับจิลมา รุสเซฟฟ์ แห่งบราซิล กับนิโกลาส มาดูโรแห่ง เวเนซุเอลาอีกแล้ว

รุสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีสตรีคนแรกของบราซิล ถูกกล่าวหาว่า คอร์รัปชั่น และตกแต่งบัญชีเพื่อปกปิดหนี้สินที่แท้จริงของประเทศ การต่อสู้ทางการเมืองเกิดขึ้นยาวนานข้ามปี ในที่สุด วุฒิสภาบราซิลก็ลงมติในขั้นตอนสุดท้ายของการกล่าวหาลงโทษประธานาธิบดีเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งระหว่างการไต่สวนดำเนินคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

นิโกลาส มาดูโร ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีของรัฐบาลประชานิยมในเวเนซุเอลา ยังคงเอาตัวรอดต่อไปได้โดยอาศัยกองทัพและอำนาจที่มีอยู่ในมือ บิดเบือนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เวเนซุเอลาทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพขาดแคลนอย่างหนัก เศรษฐกิจ การเงินของประเทศดิ่งเหว เงินเฟ้อสูงถึงเกือบ 500% คะแนนนิยมในตัวผู้นำลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี

ในเอเชีย ความเปลี่ยนแปลงแบบสะวิงจากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง พบเห็นได้ชัดเจนในกรณีของตุรกี เรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน อาศัยสถานการณ์ก่อกบฏภายในประเทศเปลี่ยนแนวทางรัฐบาลกึ่งๆ ประชาธิปไตยให้กลายเป็นเผด็จการอำนาจนิยมเต็มรูป จากการอิงและร่วมมือกับสหรัฐและตะวันตกในสงครามกลางเมืองซีเรีย กลายเป็นการสมคบกับรัสเซีย เพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลในอนาคต

ที่มาเลเซีย นาจิบ อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรียังดิ้นหนีจากบ่วงกรรมที่ชื่อ “1 เอ็มดีบี” กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งรัฐไม่หลุดตั้งแต่ต้นปียันปลายปี จนอาจต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนด

แต่สถานการณ์ของผู้นำมาเลเซียยังจัดว่าอยู่ในสภาพดีเมื่อเทียบกับปาร์ค กึน เฮ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ทำสถิติเป็นผู้นำคนแรกที่มีประชาชนชุมนุมเป็นเรือนแสน ขับไล่กลางกรุงเป็นวาระประจำทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ต่อเนื่องกันมา 9 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว ด้วยสารพัดข้อหา แต่ที่สาหัสที่สุดคือ การถูกกล่าวหาว่าปล่อยให้ “เพื่อนสนิท” มีอำนาจเหนือ บงการทุกอย่าง รวมทั้งการบริหารประเทศ

ปาร์ค กึน เฮ ตกเป็นผู้นำโลกคนล่าสุดที่ตกอยู่ในกระบวนการอิมพีชเมนต์ เพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งในปี 2016 นี้