เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผู้เขียนเคยเขียนถึงสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยจากพม่าที่เข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยเฉพาะในรัฐมณีปุระ (Manipur) และมิโซรัม (Mizoram) ซึ่งมีรวมๆ กันเกือบ 6 หมื่นคน อย่างไรก็ดี สถานการณ์ของผู้ลี้ภัยในพื้นที่ทั้งสองรัฐแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้นโยบายโดยรวมของรัฐบาลอนุรักษนิยมภายใต้การนำของพรรคบีเจพีและนายกรัฐมนตรีนเรนทรา จะเป็นไปในแนวสกัดกั้นผู้อพยพจากพม่าอย่างเต็มที่
นโยบายของรัฐบาลบีเจพีที่ออกมาตั้งแต่เดือนเมษายนคือคำสั่งให้แต่ละรัฐที่มีชายแดนติดกับพม่าลงทะเบียนและเก็บข้อมูลของผู้อพยพจากพม่าทั้งหมด แต่ประเด็นที่กลายเป็นปัญหาคือทัศนคติของรัฐบาลอินเดียที่มองว่าผู้อพยพหนีภัยสงครามจากพม่าเป็นผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย (illegal migrants) ทั้งหมด คำสั่งที่ออกมาในเดือนเมษายนให้เวลารัฐบาลท้องถิ่นทั้งในมณีปุระและมิโซรัมถึง 30 กันยายน เพื่อเก็บข้อมูลผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่มาจากพม่า
ในมิโซรัมเพียงรัฐเดียว มีผู้อพยพจากพม่าราว 5 หมื่นคน และอีก 4 พันถึง 1 หมื่นคน อาศัยอยู่ในมณีปุระ ความแตกต่างของสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในสองรัฐนี้คือ ในขณะที่ประชาชนในมิโซรัมไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจรังงอนผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ในมณีปุระกลับแตกต่างออกไป
เมื่อมีสื่อไปถามผู้บริหารรัฐมิโซรัม ความน่ากังวลสำหรับคนกลุ่มนี้มีเพียงอุปสรรคจากการเก็บข้อมูลผู้ลี้ภัยจากพม่า บวกกับการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่จำเป็นต้องเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และด้านอื่นๆ และยังกล่าวอีกว่า เมื่อเกิดสงครามปลดปล่อยบังกลาเทศ (Bangladesh Liberation War) จากปากีสถานในปี 1971 (บังกลาเทศเคยเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน ภายใต้ชื่อปากีสถานตะวันออก ตั้งแต่อินเดียและปากีสถานได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947) รัฐบาลอินเดียและรัฐบาลท้องถิ่นในมิโซรัมและมณีปุระยังมอบที่อยู่และความช่วยเหลือให้ผู้อพยพจากบังกลาเทศ ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในพม่า อินเดียก็ควรแสดงเจตจำนงเพื่อปกป้องหลักสิทธิมนุษยชนเช่นกัน
ในมิโซรัม ผู้อพยพจากพม่ายังได้รับการปฏิบัติอย่างดี อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลท้องถิ่นไม่มีท่าทีจะขับคนเหล่านี้ออกไป ในปี 2019 รัฐบาลอินเดียแก้ไขกฎหมายพลเมือง และเป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง เพราะกฎหมายที่ผ่านการแก้ไขกล่าวถึงการมอบสัญชาติอินเดียให้กับชาวคริสต์ที่หลบหนีจากอัฟกานิสถาน ปากีสถาน และบังกลาเทศเข้าไปในอินเดีย แน่นอนว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านรัฐบาลของประเทศมุสลิมดังกล่าวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี แม้ผู้อพยพเกือบทั้งหมดที่เข้าไปในมิโซรัมจะมาจากรัฐฉิ่น ที่มีพื้นที่ติดกับอินเดียโดยตรง แต่ในกฎหมายพลเมืองฉบับแก้ไขนี้ไม่มีกล่าวถึงการมอบสัญชาติให้ผู้อพยพชาวคริสต์ที่มาจากพม่าแต่อย่างใด
นอกเหนือจากผู้อพยพกลุ่มใหม่ที่หลั่งไหลเข้าไปในอินเดียหลังรัฐประหารปี 2021 ยังมีผู้อพยพอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกไล่ล่าจากรัฐบาลพม่ามาตลอดทศวรรษ 2010 ได้แก่ ชาวโรฮีนจา ในขณะที่ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่จะอพยพเข้าไปในค่ายผู้อพยพในเมืองค็อกซ์บาซาร์ในบังกลาเทศ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่หนีเข้าไปในอินเดีย
จากการรายงานของ Fortify Rights องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ที่เพิ่งจะออกมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ชี้ว่ารัฐบาลอินเดียพยายามกวาดล้างผู้อพยพชาวโรฮีนจา โดยการกักขังหน่วงเหนี่ยว จำคุกชาวโรฮีนจาจำนวนมาก อีกทั้งยังมีกรณีที่ชาวโรฮีนจาในอินเดียถูกซ้อมทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในพื้นที่กรุงเดลฮี จัมมู มณีปุระ และอัสสัม การกวาดล้างชาวโรฮีนจาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากจะมาจากความเกลียดชังชาวมุสลิมของรัฐบาลบีเจพี ที่มีมาแต่เดิม ยังมาจากแนวคิดที่ว่าผู้ลี้ภัยหนีภัยสงครามทั้งหมดที่มาจากพม่าหนีเป็นผู้อพยพแบบผิดกฎหมาย การดำเนินคดีกับชาวโรฮีนจาโดยมากไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เป็นเพียงการจับกุมตามอำเภอใจ ซึ่งทำให้มีชาวโรฮีนจาหลายร้อยคนถูกควบคุมตัวในเรือนจำและที่คุมขังหลายแห่ง
ในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย รัฐบาลอินเดียเพิ่งจับกุมชาวโรฮีนจา 74 คน แม้ว่าชาวโรฮีนจากลุ่มนี้หลายคนจะมีบัตรผู้ลี้ภัยที่สหประชาชาติออกให้ก็ตาม สถานที่ที่ชาวโรฮีนจาถูกควบคุมตัวในอินเดียมีทั้งเรือนจำ ค่ายผู้ลี้ภัย และสถานกักกัน จากปากคำของชาวโรฮีนจาที่ปรากฏในรายงานของ Fortify Rights สภาพความเป็นอยู่ของผู้อพยพชาวมุสลิม (ที่ไม่ได้มีเพียงชาวโรฮีนจาเท่านั้น) เป็นไปแบบยากลำบาก และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นผู้อพยพต่างศาสนา คนเหล่านี้จึงกลายเป็นเป้าหมายการกวาดล้างของรัฐบาลอินเดียไปโดยปริยาย
ท่าทีของอินเดียที่มีต่อผู้อพยพลี้ภัยจากพม่า ที่ออกจะไปในแนวไม่เป็นมิตร มีที่มาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ในยุคนั้น ด้วยเศรษฐกิจในพม่าที่เฟื่องฟูสุดขีด ชาวอินเดียนับล้านคนเล็งเห็นศักยภาพของพม่า และหลั่งไหลเข้าไปหางานทำตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อรัฐบาลอาณานิคมในพม่าเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้อพยพบุกเบิกพื้นที่ปลูกข้าวในพม่าตอนล่าง ความเจริญทางเศรษฐกิจยังเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจหลายๆ อย่าง เช่น ธุรกิจให้กู้ ที่อยู่ในมือของ “เชตเทียร์” (Chettiers) หรือที่เราเคยรู้จักกันในนามแขกปล่อยเงินกู้ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวอินเดียกับชาวพม่าเริ่มตึงเครียดพร้อมกับกระแสชาตินิยมพม่าที่รุนแรงขึ้นในทศวรรษ 1920 และนำไปสู่การจลาจลระหว่างชาวอินเดียกับชาวพม่าตามหัวเมืองขนาดใหญ่บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็จะมีทั้งผู้บาดเจ็บล้มตาย
เมื่ออินเดียและพม่าได้รับเอกราชในปี 1947 และ 1948 ตามลำดับ ความสัมพันธ์ในระดับรัฐดำเนินไปอย่างราบรื่น นายกรัฐมนตรีอู นุ ของพม่ากลายเป็นมิตรสหายที่สนิทชิดเชื้อของ ยวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมยังเป็นไปแบบระแวดระวัง เพราะลึกๆ แล้วคนพม่าก็ไม่ได้ชื่นชอบคนพม่าที่มีเชื้อสายอินเดียนัก ในอินเดียเองก็เป็นที่รู้กันว่าประชาชนในพม่าค่อนข้างเลือกที่รักมักที่ชังกับคนอินเดีย ทำให้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กระแสสังคมในอินเดียก็ไม่ได้มีท่าทีอารีอารอบกับคนที่มาจากพม่าเท่าใดนัก
ในท้ายที่สุด เมื่อประชาชนทางตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าไม่สามารถอพยพเข้าไปในอินเดียได้ ตัวเลือกก็จะมีน้อยลง ภาวะสงครามที่จะลากยาวไปอีกหลายปี จะทำให้มีผู้อพยพหลายแสนหรือนับล้านคน และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศรอบๆ พม่าต้องให้ความสำคัญ แต่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีนโยบายผู้อพยพที่ชัดเจนออกมาจากทั้งรัฐบาลอินเดีย รัฐบาลบังกลาเทศ รัฐบาลไทย หรือแม้แต่รัฐบาลจีน ดูทรงแล้ว ในบรรดาประเทศที่กล่าวมาทั้งหมด ดูจะมีเพียงไทยกับบังกลาเทศที่มีนโยบายไปในทาง “ยืดหยุ่น” อยู่บ้าง
ลลิตา หาญวงษ์

