คําถามของกัลยาณมิตรผู้ห่วงใยก็คือ ทำไมถึงเลือกที่จะหยิบเอาเรื่อง “อุตสาหกรรม 4.0” มาพูดกันในห้วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่?
คำตอบของผมก็คือ ผมนำเรื่องนี้มาบอกเล่าแลกเปลี่ยนด้วยความไม่รู้เป็นปฐม เมื่อบวกกับความพยายามทำความเข้าใจ ก็กลายมาเป็นข้อเขียนชุดนี้มานำเสนอเป็นข้อมูลให้ใคร่ครวญและแสดงความคิดเห็นต่อเนื่องกันในวาระที่หลายคนต้องการทบทวนทุกอย่างทุกประการในปีที่ผ่านมา และมองหาทิศทาง แนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคต
“อุตสาหกรรม 4.0” เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เป็นแนวความคิดประการหนึ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่หรือแนวความคิดใหม่ชนิดแกะกล่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม แวดวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตพูดถึงแนวคิดนี้กันมานานร่วม 10 ปีแล้วในโรงงานผลิตทั้งหลายในประเทศที่ก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม
รัฐบาลเยอรมนี พยายาม “จุดพลุ” แนวคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2013 หลักฐานก็คือเอกสารว่าด้วยยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไฮเทคของทางการในเวลานั้น ที่พูดถึงเค้าโครงของโรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ที่ทุกอย่าง ทุกประการควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์แทบทั้งระบบ โดยปราศจากความจำเป็นให้แรงงานมนุษย์เข้าไปแทรกอยู่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดังกล่าวนั้น
ตอนนั้น อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี พูดถึงอุตสาหกรรม 4.0 เอาไว้เปี่ยมด้วยความคาดหวังเรืองรองว่า “วิถี” ของการผลิตยุคใหม่จะเป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่าง “โลกออนไลน์” เข้ากับ “โลกของการผลิต”
กระนั้นต้องรอจนถึงเมื่อปี 2016 แนวคิด “อุตสาหกรรม 4.0” จึงเป็นที่ตระหนักและพูดถึงกันอย่างให้ความสำคัญสูงยิ่ง เนื่องจากถึงตอนนั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและไม่หยุดหย่อนก็บรรลุถึงจุดที่ทำให้ “นามธรรม” ที่เคยพูดถึงกันกลายเป็น “รูปธรรม” ให้เห็นเป็นความจริงขึ้นมา
ศาสตราจารย์เคลาส์ ชว็อบ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ “เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรัม” มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้แนวความคิดเรื่องนี้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับ ด้วยการประมวลภาพทั้งหมดออกมาให้เห็นชัด ไม่เพียงตอบคำถามที่ว่า อย่างไรคืออุตสาหกรรม 4.0 เท่านั้น แต่ยังให้คำตอบอีกด้วยว่า ทำไมโลกถึง “ควร” ตระหนักถึงการมาถึงของยุคสมัยใหม่นี้ และ “ต้อง” ปรับตัวเพื่อฉกฉวยโอกาสที่มาถึง
เพราะในโลกยุค 4.0 จะหลงเหลือผู้คน สังคม และประเทศชาติเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น คือกลุ่มที่ถูกกาลเวลาโค่นล้ม กับกลุ่มที่โค่นล้มโลกยุคเก่าลงตามกาลเวลา
คนที่สามารถกระโจนขึ้นขบวนรถไฟแห่งยุคสมัยที่มุ่งหน้าไปสู่โอกาสใหม่และความมั่งคั่งใหม่ กับคนที่ถูกทอดทิ้งให้ล้าหลังอยู่กับสถานที่เดิม เวลาเดิม…เท่านั้นเอง
ในประวัติศาสตร์โลก มีการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตที่ส่งผลกระทบอย่างทั่วถึงและลึกซึ้งต่อมนุษยชาติเพียงไม่กี่ครั้ง ครั้งแรกสุด เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สมัยที่ถูกเรียกว่า “ยุควิคตอเรียน” เมื่อมีการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ ขึ้นมาปลดปล่อยระบบการผลิตสำหรับป้อนให้กับมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากการใช้แรงงานคนและแรงงานสัตว์อย่าง ม้า-ลา วัว-ควาย เป็นหลักได้สำเร็จ
เครื่องจักรไอน้ำ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีการผลิต แต่ยังเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันไปมากมายมหาศาล ลองหวนนึกถึงอิทธิพลที่ขบวนรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ กับเรือกลไฟ ที่มีต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในเวลาต่อมาเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี
นั่นคือสิ่งที่ถูกเรียกกันในเวลาต่อมาว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ขึ้นตามมาในราวปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการค้นพบกระแสไฟฟ้าและมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขึ้นตามมา
ระบบการผลิตในอุตสาหกรรม 2.0 เปลี่ยนแปลงไปจากระบบหัตถกรรมเป็นการผลิตในระบบโรงงาน เกิดกระบวนการที่ทำให้มีการผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากๆ มีคุณภาพไม่แพ้ผลผลิตจากระบบเดิม แต่ต้นทุนถูกกว่าและราคาถูกกว่า การบริโภคยิ่งแพร่หลายกว้างขวางออกไป กลายเป็นสิ่งที่บางคนเรียกกันว่า “กระแสบริโภคนิยม” ขึ้นทั่วทุกมุมโลก
ลัทธิบริโภคนิยม เติบโตเร็วมากและกว้างขวางมาก นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ในราวทศวรรษ 1970 กระบวนการผลิตในโรงงานผลิตของโลกปรับเปลี่ยนไปอีกครั้งเพื่อรองรับความต้องการที่ขยายเร็วมากดังกล่าว ด้วยการหลอมรวมเอาเทคโนโลยีใหม่ในเวลานั้นเข้าไว้ในกระบวนการผลิต นั่นคือระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที)
คอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นใหม่หมาดในเวลานั้น เอื้ออำนวยให้ระบบการผลิตในโรงงานกลายเป็นการผลิตในระบบ “ออโตเมชั่น” อันเป็นกระบวนการผลิตซ้ำๆ โดยอัตโนมัติที่เร็วขึ้นกว่าเดิม ละเอียดกว่าเดิมแถมยังแม่นยำมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ไอทีกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการบริหารจัดการการผลิต “หุ่นยนต์” ที่เป็นจักรกลไร้ความรู้สึก ปราศจากการเหนื่อยล้า เริ่มเข้ามามีบทบาท
ไม่เคยมีการผลิตในรูปแบบ “แมสโปรดักชั่น” ในยุคอื่นใดที่สามารถผลิตสินค้าหนึ่งๆออกมาได้เป็นจำนวนมากและเร็วเท่านี้มาก่อน
ถึงตอนนั้น แม้คอมพิวเตอร์และไอทีจะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของผู้คน แต่ยังไม่มีใครคาดคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงที่อาจบางทีมองดู “เล็กๆ น้อยๆ” เหล่านั้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับของการ “ปฏิวัติ” ตามมาอีกครั้ง
การปฏิวัติโลกครั้งใหม่เกิดขึ้นเมื่อใด? จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน? แม้จนถึงขณะนี้หลายคนก็ยังลังเลที่จะตอบคำถามนี้
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า อุตสาหกรรม 4.0 นั้นน่าจะเกิดขึ้นในทันทีที่ “คอมพิวเตอร์” ถูกย่อให้เล็กลง และเล็กลงเรื่อยๆ แล้วก็น่าจะเกิดขึ้นในทันทีที่โลกได้เป็นประจักษ์พยานในการก่อกำเนิดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง ฅ”กูเกิล” หรือ “เฟซบุ๊ก” เป็นอาทิ ที่อยู่บนพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมต่อที่เราเรียกว่า “อินเตอร์เน็ต” ซึ่งมีศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดสามารถเชื่อมต่อ “ปัจเจกบุคคล” เข้าด้วยกันในทุกที่ ทุกเวลาได้
ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งคอมพิวเตอร์จะถูกย่อให้เล็กลงแล้วเล็กลงอีก จากเครื่องต้นแบบที่มีขนาดเท่าห้องขนาดใหญ่หนึ่งห้อง กลายเป็นของที่เราถืออยู่ในมือเพียงข้างเดียวได้ และยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันถูกทำให้เล็กลง เล็กลงไปอีกเรื่อยๆ จนสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ ตั้งแต่ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เรื่อยไปจนถึงแว่นตา
เล็กจนกลายเป็น “ยูบิควิตัส คอมพิวติ้ง” หรือกระบวนการประมวลผลแบบคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
จากโทรศัพท์เคลื่อนที่ธรรมดาๆ กลายเป็นสมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีกำลังจะทำให้ “ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์” กลายเป็น “โมบาย ซุปเปอร์คอมพิวติ้ง” ที่สามารถประมวลผลได้ในระดับเดียวกันแต่สามารถทำได้จากต่างสถานที่ ตลอดเวลา
จากที่เราเคยใช้ “ม้าเร็ว” ในการส่งสารหรือข้าวของถึงกัน กลายเป็น “โดรน” ที่สามารถส่งพิซซาร้อนๆ ให้ถึงตัวผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
คอมพิวเตอร์ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้หุ่นยนต์ที่ได้แต่ทำอะไรซ้ำๆอย่างแม่นยำกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ชาญฉลาด คิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ ทำให้รถยนต์ที่หลายคนเหนื่อยอ่อนในการบังคับให้เคลื่อนที่ไปสู่จุดหมายกลายเป็นรถยนต์ที่ไม่จำเป็นต้องมีคนขับคอยบังคับ คอยตัดสินใจอีกต่อไป
คอมพิวเตอร์ที่ถูกย่อลงให้หลงเหลือขนาดในระดับนาโน ทำให้ขีดความสามารถในทางด้านการแพทย์ของมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้เทคโนโลยีสามารถถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงขีดความสามารถของประสาทสมองได้ ทำให้การตัดต่อ ปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงพันธุกรรม เป็นไปได้
เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกย่อให้เล็กลง ขีดความสามารถในการเชื่อมต่อของมันก็ตกไปอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นคือการมาถึงของโลกในรูปแบบใหม่ภายใต้นิยาม “อินเตอร์เน็ตในสรรพสิ่ง” หรือ “ไอโอที”
ทุกอย่างเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในหลายที่ หลายแห่ง รอบๆ ตัวเรา ในระดับความเร็วแบบ “ยกกำลัง” ทวีคูณหลายเท่าตัวตลอดเวลา
เสิร์ชเอ็นจิ้นของกูเกิล และเว็บไซต์อย่างเฟซบุ๊ก มีผู้เข้าใช้ป้อนข้อมูลลงไปนับเป็นพันๆ ล้านคนต่อวัน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บเอาไว้ภายในคลังข้อมูลดิจิตอล เช่นเดียวกับอีกหลายๆ โปรแกรม หลายๆ เว็บไซต์ และอีกหลายๆ แอพพลิเคชั่น ทำให้เกิดคลังข้อมูลขนาดมหึมา และเกิดสิ่งที่เรียกว่า “บิ๊กดาตา” ขึ้นตามมา
ภายใน “บิ๊กดาตา” มีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนั้น ตั้งแต่เพศ อายุ รสนิยม สิ่งที่ชอบ สิ่งที่เกลียดชัง ความคาดหวัง ความอยาก ฯลฯ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเรามีขีดความสามารถในการ “สังเคราะห์” แต่ละสิ่งแต่ละอย่างเหล่านี้ออกมาใช้ เพื่อประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง เพื่อการพาณิชย์ เพื่อสังคม เพื่อการเมือง?
ที่ผ่านมา โลกของอุตสาหกรรมและการค้าปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้ได้เร็วที่สุด ทำให้รูปธรรมของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เกิดขึ้นในระบบการผลิตชัดเจนที่สุด
แต่อุตสาหกรรม 4.0 ก็เหมือนกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมทุกครั้งก่อนหน้า มันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลิต
หากแต่ส่งอิทธิพล สร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทุกทิศทุกทาง ตั้งแต่การบริโภค ความมั่งคั่ง ความยากจน เรื่อยไปจนถึงนิยามของคุณค่าความเป็น “มนุษย์” อีกด้วย
มองอย่างจำกัดวงอยู่แต่การผลิต เพื่อทำความเข้าใจในความเป็น “อุตสาหกรรม 4.0” เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้านั้น เราจะพบว่า ระบบการผลิตแบบ 4.0 นั้นมีการเหลื่อมซ้อนกันระหว่างโลกจริงๆ ในเชิงกายภาพ กับโลกเสมือนที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต
ระบบการผลิตของอุตสาหกรรม 4.0 หลอมรวมเอาการผลิตในระบบอัตโนมัติแบบเดิมเข้ากับอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) องค์ประกอบในการผลิตตั้งแต่ วัตถุดิบ, เครื่องจักร, หุ่นยนต์, เครื่องมือทุกชิ้นล้วนสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันได้โดยอิสระ เพื่อจัดการกระบวนการผลิตทั้งหมด
ระบบของเทคโนโลยีในกลุ่มที่ทำให้เราสามารถผสมผสานโลกดิจิทัล เข้ากับโลกทางกายภาพได้นี้ เราเรียกรวมๆ ว่า “ซีพีเอส” (ไซเบอร์-ฟิสิคอล ซิสเต็ม) ซึ่งจะนำไปสู่ระบบการผลิตแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “ไซเบอร์-ฟิสิคอล โปรดัคชั่น ซิสเต็ม” หรือ “ซีพีพีเอส” ซึ่งเทคโนโลยีในการผลิตจะถูกหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เปลี่ยนโรงงานให้กลายเป็นโรงงานอัจฉริยะ
การผลิตซ้ำๆ ทำสินค้าแบบเดียวกัน ชิ้นเดียวกันในจำนวนมากๆ ที่เคยปรากฏในอุตสาหกรรมเวอร์ชั่น 3.0 สามารถกลายเป็นการผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน แต่แตกต่างกันออกไปตามรสนิยมของภูมิภาค หรือแม้แต่ของปัจเจกบุคคลได้ เพราะหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ทำหน้าที่บริหารจัดการในการผลิตมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินการของตัวเองได้ทันทีตามเวลาจริง
ของเสียที่เป็นความล้มเหลวของการผลิตจะลดน้อยลงจากความยืดหยุ่นสูงของกระบวนการผลิตดังกล่าว ที่สามารถสื่อสารและปรับตัวกันเองได้เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ดีที่สุด ด้วยผลิตภาพที่สูงที่สุด
อุตสาหกรรม 4.0 ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่จะต่อเนื่องไปจนถึงระบบโลจิสติกส์เมื่อผลิตสินค้าแล้วเสร็จ จัดส่งถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในเวลาเดียวกันผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าก็สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์กับผู้ผลิตได้ตามที่ต้องการในเวลาจริง ส่งผลให้เกิดกระบวนการผลิตสินค้าที่จำแนกตามความต้องการของปัจเจก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อวัตถุดิบ และอื่นๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการของแต่ละคนและทุกๆ คนได้โดยอัตโนมัติ
ระบบการผลิตแบบใหม่นี้ เทคโนโลยีการผลิตแบบ “ทรีดีพรินติ้ง” หรือการพิมพ์สามมิติ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรกลอัจฉริยะ” หรือ “สมาร์ท แมชชีน” ของโรงงาน
ในขณะที่คนงานของโลกยุคใหม่นี้ จะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป หากแต่เป็นหุ่นยนต์ที่คิดและตัดสินใจในกระบวนการผลิตได้เอง
ผ่านศักยภาพของ “สมาร์ทเซ็นเซอร์” และคอมพิวเตอร์ในตัวที่ช่วยให้หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถรับรู้ วิเคราะห์ และกำหนดรูปแบบการทำงานได้ด้วยตัวเอง
เมื่อเดือนมกราคม 2016 เคลาส์ ชว็อบ ประกาศไว้ในที่ประชุมเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่าโลกเรากำลังอยู่ห่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 เพียงแค่ชั่วกะพริบตา
ชว็อบย้ำว่า อุตสาหกรรม 4.0 เป็นทั้งโอกาสและเป็นทั้งอันตรายอยู่ภายในตัวมันเอง
คำถามสำคัญก็คือ ต้องทำอย่างไรและคิดอย่างไร ถึงจะทำให้ อุตสาหกรรม 4.0 เป็นอนาคตของมนุษยชาติ ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์และเกิดขึ้นเพื่อมนุษย์ ทำอย่างไร ให้เราเป็นผู้ควบคุมมัน ไม่ให้มันหวนกลับมาเป็นเครื่องทำลายเราและทำอย่างไรเราถึงสามารถร่วมขบวนเพื่อก้าวไปหาความหวังใหม่ ความมั่งคั่งใหม่นี้ได้
เป็นผู้ที่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ผู้ที่ล้มลงอยู่รายทาง?
โดย

