โสมแดงปริปากครั้งแรก อ้าง ‘พลทหารมะกัน’ อยากลี้ภัย หนีการปฏิบัติที่ไม่ดี-เหยียดเชื้อชาติ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่าได้ควบคุมตัวพลทหารทราวิส คิง พลทหารของสหรัฐ ที่ลักลอบหนีข้ามเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ไปเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม โดยอ้างว่าพลทหารคิงอยากลี้ภัยในเกาหลีเหนือเพื่อที่จะหนีการปฏิบัติที่ไม่ดีและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในกองทัพสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ พลทหารคิงซึ่งมีประวัติการทำผิดทางวินัยหลายครั้งและเพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากคุกในเกาหลีใต้หลังเข้ารับโทษในข้อหาทำร้ายร่างกาย มีกำหนดที่จะเดินทางกลับสหรัฐในเดือนกรกฎาคมแต่เขาหลบหนีออกมาจากสนามบินและเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านปันมุนจอมซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหาร (DMZ) หรือเขตกันชนระหว่างสองเกาหลี ก่อนที่จะวิ่งข้ามพรมแดนเข้าไปในเกาหลีเหนือโดยไม่ได้รับอนุญาต
ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ออกมารายงานเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมว่า พลทหารคิงยอมรับว่าเขาลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในเกาหลีเหนืออย่างผิดกฎหมาย โดยพลทหารคิงยอมรับอีกว่าเขาตัดสินใจที่จะทำเช่นนั้นเพราะเขาเก็บความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการปฏิบัติที่ไม่ดีอย่างไร้มนุษยธรรมและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในกองทัพสหรัฐ
เคซีเอ็นเอระบุอีกว่า คิงถูกทหารของกองทัพเกาหลีเหนือควบคุมตัวหลังข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศ และเขาเต็มใจที่จะลี้ภัยในเกาหลีเหนือหรือประเทศที่สามเพราะเขารู้สึกผิดหวังต่อความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอเมริกัน อย่างไรก็ดี ขณะนี้รัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังอยู่ระหว่างสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นางซูคิม อดีตนักวิเคราะห์ของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ระบุว่าความเห็นของเกาหลีเหนือครั้งแรกเกี่ยวกับการหนีข้ามพรมแดนของพลทหารคิงนั้นเป็นโฆษณาชวนเชื่ออย่างแท้จริง และสร้างโอกาสให้กับเกาหลีเหนือในหลายแง่มุม หนึ่งในนั้นคือเกาหลีเหนือมีอำนาจในการต่อรองกับสหรัฐเพื่อแลกกับการปล่อยตัวพลทหารคิง รวมถึงเป็นโอกาสที่ทำให้เกาหลีเหนือนำเรื่องราวของพลทหารคิงมาเป็นโฆษณาชวนเชื่อเพื่อใช้โจมตีสหรัฐ
ด้านนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือและนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียก็ได้มีการแลกเปลี่ยนจดหมายกันเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ในโอกาสครบรอบ 78 ปีที่เกาหลีเหนือได้รับการปลดปล่อยจากการอยู่ภายใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นระหว่างปี 1910 – 1945
จดหมายของผู้นำคิมที่ส่งถึงประธานาธิบดีปูตินระบุว่าเขามั่นใจอย่างมากว่ามิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทั้งสองประเทศจะพัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อันยาวนานที่สอดคล้องไปกับความต้องการในสมัยใหม่ ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินได้ให้คำมั่นว่าจะกระชับความร่วมมือทวิภาคีกันในทุกภาคส่วนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ และเพื่อเสถียรภาพ ความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลีและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด

