เป็นเวลากว่า 3 ปีหลังรัฐประหาร เป็นช่วงเวลาอันยาวนานสำหรับฝ่ายต่อต้านคณะรัฐประหาร อันประกอบไปด้วยสมาชิกหลากหลายระดับจากพรรค NLD นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มการเมืองและกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งผู้คนที่ต่อต้านรัฐประหารอีกจำนวนมาก คำถามที่เกิดขึ้นหลังเกิดสงครามกลางเมืองในพม่ามาแล้วเกือบ 4 ปีคือกองกำลังฝ่ายประชาชนมีโอกาสได้รับชัยชนะมากน้อยเพียงใด มีโอกาสที่กองทัพพม่าจะเพลี่ยงพล้ำ และจะมีกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอีกหรือไม่
ผู้เขียนมองว่าการสู้รบในลักษณะ “สงครามกองโจร” (guerrilla warfare) ที่กำลังดำเนินอยู่จะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกยาวนาน อาจจะนานในระดับ 10 ปีขึ้นไปหรือมากกว่านั้น เหตุผลหลัก 3 ประการที่ขอหยิบยกขึ้นมาสรุปในที่นี้ ได้แก่
เหตุผลประการแรกคือทัศนคติของกองทัพ ที่ผ่านมาผู้เขียนพยายามย้ำมาตลอดว่าแนวคิดที่ว่าด้วย “สหภาพ” (Union) และความมีเสถียรภาพของชาติ มีความแตกต่างจากแนวคิดของกลุ่มชาติพันธุ์ราวฟ้ากับเหว ก่อนพม่าในฐานะ “ชาติ” (nation) และ “รัฐ” (state) สมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นในต้นปี 1948 เค้าลางของหายนะก็เริ่มมีให้เห็นมาแล้ว เมื่อมีการประชุมเพื่อหารือเรื่องสถานะรัฐของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตั้งแต่ในการประชุมปางหลวงครั้งแรก (ค.ศ.1946) ก็มีเพียงกลุ่มชาติพันธุ์เพียงไม่กี่กลุ่มที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น แม้นเมื่อมีข้อตกลงปางหลวง ซึ่งมีไฮไลต์อยู่ที่ว่ารัฐของกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มจะสามารถแยกตัวออกไปได้หลังพม่าได้เอกราชไปแล้ว 10 ปี แต่ในความเป็นจริง ข้อตกลงปางหลวงเป็นสัญญาณแรกๆ ของความแตกแยกของสหภาพพม่า เพราะผู้นำพม่าไม่ได้มองกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน ในขณะที่รัฐฉานได้รับสิทธิให้แยกตัวออกไปได้ตามข้อตกลงปางหลวง ผู้แทนของชาวกะเหรี่ยงกลับไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น ดังนั้นกำเนิดของรัฐพม่าสมัยใหม่จึงห่างไกลจากคำว่าเท่าเทียมมาตั้งแต่แรก
ในส่วนของกองทัพเอง หน้าที่หลักของพวกเขาคือการรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสหภาพ แต่แนวคิดดังกล่าวก็มีลักษณะ “กำปั้นทุบดิน” จนเกินพอดี กองทัพตอบโต้ข้อเรียกร้องของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ต้องการแยกตัวออกไปเป็นเอกราช หรืออย่างน้อยมีสิทธิตัดสินใจในบางประเด็น ด้วยความรุนแรงเสมอมา ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติในพม่าจึงกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่กินระยะเวลายาวนานที่สุดในโลกมาจวบจนปัจจุบัน เคยมีคนถามผู้เขียนอยู่เหมือนกันว่าหากหมดยุคของผู้นำกองทัพชุดปัจจุบันไปแล้ว ผู้นำกองทัพพม่ารุ่นใหม่ๆ จะไม่ต้องการปฏิรูปการเมืองพม่าบ้างเลยหรือ ผู้เขียนมองว่าการฝึกคนในเชิงความคิดของกองทัพพม่ามีความเข้มข้นกว่าของไทยมาก เรียกว่าโอกาสที่ผู้นำกองทัพพม่าจะแตกแถว และอาจจะมีทหารหนุ่มลุกขึ้นมายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร เหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในแอฟริกา นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
ลักษณะเด่นของผู้นำที่มีอำนาจในพม่าคือพวกเขามีความพารานอยด์ขั้นรุนแรง ดังนั้นพวกเขาจึงออกแบบกลไกและมีการสกรีนคนที่จะสืบทอดอำนาจต่อจากพวกเขาอย่างระมัดระวัง ที่สำคัญผู้นำในกองทัพต่างได้รับประโยชน์จากรัฐประหารและการล้มล้างรัฐบาลพลเรือนทั้งสิ้น คนเหล่านี้ย่อมไม่ต้องการสูญเสียสถานะทางอำนาจ หรือ status quo ไปง่ายๆ อีก สภาวะสุญญากาศทางการเมืองและภาวะสงครามนี่แหละที่ยิ่งเอื้อให้ธุรกิจของกองทัพและบรรดาโครนี่ หรือนักธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพเติบโตอย่างรวดเร็ว
เหตุผลประการที่สองคือ ความไร้เอกภาพในขบวนการต่อต้านรัฐประหารเอง ภายในกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ขับเคลื่อนรัฐบาลคู่ขนานอย่าง NUG (National Unity Government) NUCC (National Unity Consultative Council) และองคาพยพอื่นๆ ก็มีความไม่ลงรอยให้เห็นได้ทั่วไป ผู้นำขบวนการของกลุ่มชาติพันธุ์คนหนึ่งเคยแลกเปลี่ยนกับผู้เขียนและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลคู่ขนาน NUG อย่างหนักว่าแทบไม่ต่างจากรัฐบาล NLD เพราะคณะทำงานใน NUG จำนวนมากคือสมาชิกพรรค NLD และยังคงเชื่อมั่นว่า NLD คือผู้นำที่ชอบธรรมของพม่า ในขณะที่คณะทำงานของ NUCC มีความหลากหลายและก้าวหน้ามากกว่าอย่างชัดเจน
นอกจากคณะทำงานในฝ่ายการเมืองที่มีหน้าที่ล็อบบี้ประชาคมโลกให้ช่วยกันคว่ำบาตรคณะรัฐประหาร และทำงานขับเคลื่อนประเด็นการสร้างสหพันธรัฐในอนาคต ยังมีกองกำลังหลายกลุ่มที่ต่อสู้กับกองทัพพม่าอย่างดุเดือดในขณะนี้ กองกำลังที่เรารู้จักกันดีคือ PDF ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล NUG ในความเป็นจริง PDF มีหลายร้อยกลุ่ม ไล่ตั้งแต่กลุ่มเล็กๆ ไปถึงกลุ่มใหญ่ขึ้นมาหน่อย กระจัดกระจายในพม่าตอนกลาง กองกำลังเหล่านี้ไม่ได้ใช้ชื่อ PDF ทุกกลุ่ม และแน่นอนว่ามีแนวทางที่ต่างกัน เช่น บางกลุ่มมองว่าการสังหารญาติ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนในคณะรัฐประหาร (บางส่วนเป็นผู้หญิงและเด็ก) เป็นสิ่งที่ย่อมทำได้ ในขณะที่อีกหลายกลุ่มออกมาประณามการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐประหารโดยตรง สภาวะไร้เสถียรภาพของฝ่ายต่อต้านรัฐประหารนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการขับเคลื่อนพม่าในอนาคต ในกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์เองก็มีปัญหาไม่ต่างกัน ศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง (Karen Information Center) เปิดเผยข้อมูลว่าประชาชนในทีโมพวา (Htee Moe Pwa) ในเขตมะริด-ทวาย มณฑลตะนาวศรี ซึ่งกองกำลัง KNU ควบคุมอยู่ ออกมาเรียกร้องให้กองกำลังกะเหรี่ยงหลายกลุ่มเลิกทะเลาะกันเองและหันมาร่วมมือกันเพื่อต่อต้านกองทัพพม่าอีกครั้ง ที่ผ่านมา กองกำลังกะเหรี่ยงหลายกลุ่มทำ “สงครามน้ำลาย” ใส่กันในสื่อโซเชียลมีเดีย แทนที่จะมองถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก
เหตุผลประการสุดท้ายคือท่าทีของนานาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน แม้หลายประเทศตะวันตกจะขึ้นบัญชีดำสมาชิกของคณะรัฐประหาร บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ และบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องไปจำนวนหนึ่งแล้ว แต่การกดดันในลักษณะนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ที่จะทำให้พม่ากลับมาสู่วิถีทางประชาธิปไตยได้ หลายปีที่ผ่านมา อาเซียนก็พยายามเข้าไปเจรจากับพม่าหลายครั้ง แต่กองทัพพม่ากลับมองว่าอาเซียนมีอคติและไม่เข้าใจบริบทภายในของพม่า ต่างกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ที่ยิ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพพม่า ดังนั้น การที่องค์กรระหว่างประเทศอย่างอาเซียนจะ “เจาะ” เข้าไปเพื่อหาทางเจรจาสันติภาพในพม่าจึงเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก กลับมาที่ท่าทีของไทย แม้ผู้นำกองทัพพม่าจะต้อนรับไทยอย่างเต็มที่ แต่นี่ไม่ใช่ท่าทีที่เป็นบวกสำหรับไทย เพราะนานาชาติกลับมองว่ารัฐบาลไทยของ พล.อ.ประยุทธ์ มีวาระซ่อนเร้น และแยกตัวออกมาจากอาเซียนชัดเจนเมื่อมีการหารือเกี่ยวกับพม่า
ความไร้เอกภาพในกลุ่มต่อต้านคณะรัฐประหารที่สวนทางกับเอกภาพภายในของกองทัพ ประกอบกับท่าทีของต่างชาติที่อ่อนลงไป จะยิ่งทำให้สถานการณ์ในพม่าซับซ้อนขึ้นอย่างแน่นอน แม้ในอนาคตจะมีการเลือกตั้ง แต่กองทัพก็จะเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของประเทศ

