โฉมหน้า ผู้นำ “โลกใหม่” ในยุค “ย้อนกลับ”

4.01.17 | 13:40 น.

คำถามแห่งยุคสมัยประการหนึ่งก็คือ เป็นไปได้จริงหรือที่ “โลกาภิวัตน์” จะม้วนเสื่อย้อนกลับหัวกลับหางจากต้นทางที่เคยเป็นแหล่งกำเนิดนั่นคือ ซีกโลกตะวันตก

คำตอบยังเป็นที่ถกเถียงกันอึงคะนึง

ฝ่ายหนึ่งที่ยึดโยงอยู่กับ “อุตสาหกรรม 4.0” ยืนยันว่า โลกาภิวัตน์พัฒนาสังคมโลก ระเบียบโลกมายาวนานและรุดหน้ามาไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับได้แล้ว เหมือนกับที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ “ไอโฟน” กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “เมดอินยูเอสเอ” โดยสมบูรณ์แบบได้นั่นเอง

อีกฝ่ายหนึ่งยืนกรานว่า ปีลิงที่ผ่านมาเราได้เห็น “ประจักษ์พยาน” ที่แสดงให้ถึงภาวะย้อนกลับดังกล่าวมามากพอแล้ว

เริ่มตั้งแต่เซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่กับประชามติ “เบร็กซิท” ในสหราชอาณาจักรที่จุดประกายด้วยอหังการของนักการเมืองอย่าง ไนเจล ฟาราจ เรื่อยไปจนถึงผลการเลือกตั้ง “ช็อกโลก” เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้นักการเมืองหน้าใหม่ หยาบกร้านที่ไม่เคยมีประสบการณ์ดำรงตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง และถูกตีตราในทันทีที่ประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งว่า เป็นเจ้าของแนวความคิดอำนาจนิยม เหยียดผิว เหยียดเพศ ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ฯลฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ตบเท้าเข้ายึดทำเนียบขาวได้เป็นผลสำเร็จ

Advertisement

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออาจก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำไป โลกเห็นพ้องกันเป็นฉันทามติว่า การค้าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด หากแต่ยังสามารถเอื้ออำนวยให้เกิดสันติ การลดอุปสรรคทางการค้าลง ก่อให้เกิดการเติบใหญ่ขยายตัวที่สร้างความรุ่งเรืองขึ้นตามมา การพึ่งพาซึ่งกันและกันในฐานะหุ้นส่วนทางการค้าช่วยลดความขัดแย้ง เพิ่มความร่วมมือ อำนวยความมั่งคั่ง และสร้างโอกาสที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนขึ้นในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ด้วยธรรมชาติของทุนนิยม ในทุกๆ ที่ที่มีผู้ชนะ ย่อมมีผู้พ่ายแพ้ ในขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า คนส่วนหนึ่งเริ่มรู้สึกถึงการทอดทิ้ง ในเวลาที่หลายต่อหลายคนไล่ตามขบวนรถไฟแห่งความมั่งคั่งได้ทันท่วงที มีอีกไม่น้อยที่ถูกโลกาภิวัตน์ทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

คนเหล่านี้นี่เองที่เปิดโอกาสให้นักปลุกระดม คนเจ้าคารมอย่างไนเจล ฟาราจ หรือโดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความสำเร็จในขวบปีที่ผ่านมา และไม่แน่นักว่าผู้คนทำนองเดียวกันนี้ยังสามารถพลิกโฉมหน้าของรัฐบาลในอีกหลายต่อหลายประเทศ ในปีใหม่ที่เพิ่งคืบคลานเข้ามา

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เพียงส่งสัญญาณถึงการโละทิ้งแนวความคิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มทางการค้า ด้วยการยืนกรานไม่เอาด้วยกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง กลุ่มประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) เท่านั้นยังเตรียมโละความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) เพื่อนำทุกอย่างกลับคืนสู่อดีต

ในยุคที่การค้าเป็นเรื่องที่ตกลงกันในระดับทวิภาคี ต่อรองกันโดยลำพังเพียง 2 ประเทศเพื่ออาศัยข้อได้เปรียบทั้งหลายในนามของมหาอำนาจรังสรรค์ประโยชน์ให้เกิดขึ้นมากที่สุดต่อตนเอง

แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงปรากฏชัดในสหรัฐ แม้แต่ในฝรั่งเศสที่รัฐบาล “เอียงซ้าย” ต่อเนื่องกันมาหลายสมัยก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้สร้าง “รัฐที่เข้มแข็ง” ขึ้นมา เพื่อให้สามารถ “ปกป้องผลประโยชน์” ของประเทศได้อย่างเต็มที่

นั่นคือการหวนคืนมาของลัทธิชาตินิยม

เป็นการกลับมาในรูปแบบใหม่ “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” ที่ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

สโลแกนที่ทรัมป์อาศัยเป็นหลักในการรณรงค์หาเสียงจนประสบความสำเร็จอย่าง “อเมริกาเฟิร์สต์” ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากแนวความคิดดั้งเดิมของลัทธิอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนสงครามโลก ปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่การทำหน้าที่เป็น “ตำรวจโลก” หรือ “ผู้คุมกฎระเบียบของโลก” อีกต่อไปแล้ว

แต่ “ผลประโยชน์ของสหรัฐ” ต่างหากที่จะเป็นตัวชี้ขาด

ในอังกฤษ กลุ่มที่รณรงค์เพื่อนำประเทศออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวที่ถือเป็นแบบอย่างของโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาอย่างสหภาพยุโรป อาศัยการเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิออกเสียง “ดึงการควบคุมประเทศของเรากลับคืนมา” ในนัยเดียวกันกับการพูดว่า “อังกฤษสำคัญเป็นที่หนึ่ง” หรือ “ยูเคเฟิร์สต์” ไม่ผิดเพี้ยน

ในฝรั่งเศส นักการเมืองแนวทางกลาง-ขวา อย่าง ฟรองซัวส์ ฟิลยง คนที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นผู้ครอบครองพระราชวังเอลิเซ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนต่อไป คือคนที่ประกาศกร้าวว่า “นโยบายต่างประเทศของฝรั่งเศสต้องรับใช้ฝรั่งเศสเท่านั้น” และ “ความฝันเรื่องสหพันธรัฐแห่งยุโรปน่ะ…โยนทิ้งไปได้แล้ว”

ลาร์รี ซัมเมอร์ส นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ เคยใช้คำว่า “เรสพอนซิเบิล เนชันแนลิสม์” เรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปอยู่ในหลายประเทศดังกล่าว โดยให้นิยาม “ลัทธิชาตินิยมที่รับผิดชอบ” นี้เอาไว้ว่า “เริ่มจากความคิดที่ว่ารัฐบาลใดๆ ต้องมีความรับผิดชอบสำคัญเป็นลำดับแรกสุดคือการกินดีอยู่ดีแห่งพลเมืองของตน ไม่ใช่เพื่อสนองตอบต่อแนวคิดว่าด้วยระเบียบสากลอันหนึ่งอันใด”

ในขณะที่นักคิดนักวิชาการอีกบางคนเรียกขานสิ่งเหล่านี้ง่ายๆ ว่า “ลัทธิประชานิยม” บางคนถึงกับคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงไม่น้อยที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลายเป็น “ฮูโก ชาเวซ” เวอร์ชั่น “สหรัฐ”

นอกเหนือจากคุณลักษณะชาตินิยม ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แล้วสิ่งที่ฟื้นฟูขึ้นมาและกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งคือความเป็นผู้นำแบบ “สตรองแมน” ผู้นำที่เข้มแข็ง เปี่ยมอำนาจ บารมี อันเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียที่โดนัลด์ ทรัมป์ ออกปากชื่นชมให้ได้ยินกันบ่อยครั้ง เป็นผู้นำ “อำนาจนิยม” ที่ถูกโน้มน้าวด้วยแรงปรารถนาในอันที่จะสถาปนา “ระเบียบ” ของตนเองขึ้นในโลกที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน

นอกเหนือจากประธานาธิบดีผู้ยิ่งยงแห่งรัสเซียแล้ว เรายังได้เห็นการผงาดขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นของเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกี หรือผู้นำอย่างวิคตอร์ มิฮาล์ย ออร์บัน นายกรัฐมนตรีฮังการี ในทำนองเดียวกันกับผู้ที่รอคอยโอกาสของตนเองอยู่อย่างจดจ่อ อย่าง มารีน เลอ เปน ประธานพรรคเนชั่นแนล ฟรอนท์ พรรคแนวทางชาตินิยม อนุรักษนิยมสุดโต่งที่กำลังได้รับการยอมรับกันว่ามีพลังทางการเมืองไม่เป็นรองใคร

ภายใต้แนวความคิดเก่าแก่ที่ถูกรื้อฟื้นกลับคืนมาใหม่นี้ “อัตลักษณ์แห่งชาติ” กลับมามีความหมายสูงยิ่งอีกครั้ง ไม่เพียงคนอย่างฟรองซัวส์ ฟิลยง แห่งฝรั่งเศส จะยืนกรานเด็ดขาดว่า ฝรั่งเศสไม่ได้เป็นชาติพหุวัฒนธรรมเท่านั้น แม้แต่คนอย่างแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีผู้ทรงอิทธิพล ยังพยายามปรับเปลี่ยนด้วยการยืนยันว่า ประเทศอย่างเยอรมนีไม่ต้องการให้มี “สังคมคู่ขนาน” ใดๆ ขึ้นมา เหตุผลก็เพราะ “กฎหมายของเรามีมาก่อน” กฎหมายอื่นใด รวมทั้งกฎหมายชาเรีย

ภายใต้กรอบของแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ นักวิชาการหลายต่อหลายคนยอมรับว่า การคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีใหม่นี้นั้นเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเมื่อมหาอำนาจสำคัญอย่างสหรัฐมีประธานาธิบดีอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจาก “ใครก็ตามที่คิดว่ารู้จักคนอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ดี ถือว่าอวดโอ่ภูมิปัญญาของตัวเองสูงเกินจริงไปมาก”

ในทางหนึ่งทรัมป์เป็นผู้นำที่ “ไม่สามารถคาดการณ์ใดๆ ได้” ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ผู้นำทั้งหลายของสหรัฐ

เมื่อไม่นานมานี้ เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ผู้คร่ำหวอดทั้งทางการเมืองและการทูต บอกเอาไว้ว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ถือเป็นครั้งแรกสุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับโลกทั้งโลก ไม่ลงตัวและเห็นได้กระจ่างชัด

ข้อสรุปนี้เพียงอย่างเดียว ก็ควรให้วิตกกังวลได้แล้วกระมัง!