หน้าแรก ต่างประเทศ สังคมนิยมในพม...

สังคมนิยมในพม่า ตอนจบ โดย ลลิตา หาญวงษ์

15.09.23 | 13:30 น.

เมื่อรัฐสมัยใหม่ในพม่าก่อตัวขึ้นในปี 1948 เมื่อพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ภารกิจหลักของอู นุ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีอยู่ 2-3 อย่าง อย่างแรกคือการ “รวมชาติ” อย่างที่สองคือการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ หลังพม่าเสียหายค่อนข้างมากจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอย่างที่สามคือการค่อยๆ ทำให้พม่าเป็นรัฐพุทธ

เมื่อเทียบพม่ากับประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียหรือสิงคโปร์ อู นุไม่ได้จริงจังนักกับการรวมชาติ ในลักษณะที่ว่ารวมกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มเข้ามาและพยายามสร้างอัตลักษณ์ร่วม เช่น ภาษา หรือค่านิยมแห่งชาติ เหมือนที่ซูการ์โนนำบาฮาซาอินโดนีเซียมาเป็นภาษากลางให้ผู้คนนับหมื่นเกาะในอินโดนีเซียใช้ร่วมกัน หรือการสร้างสิงคโปร์โดยใช้ภาษาอังกฤษผูกเชื่อมประชากรทั้ง 3 กลุ่มหลักเข้าไว้ด้วยกัน

ด้วยอู นุเป็นนักชาตินิยมแบบอนุรักษนิยม แตกต่างจากนายพลออง ซาน ที่เป็นผู้นำแบบ “ทางโลก” (secular) มากกว่า อู นุ จึงพยายามสร้างให้พม่ายุคใหม่เป็นรัฐพุทธ เมื่อเขาได้รับเลือกเข้ามาเป็นสมัยที่สองในปี 1960 ภารกิจสำคัญของอู นุ คือการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และทำให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แม้ชาวพุทธจะมีจำนวนเกือบ 90% แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาอื่นๆ ต่างถือว่าศาสนาเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์เชื้อชาติของตน และเป็นเสมือนอาวุธของผู้อ่อนแอ (weapon of the weak) เพื่อคัดง้างกับรัฐที่ต้องการขับเน้นบทบาทของศาสนาและเชื้อชาติเดียว

ในหมู่คนพม่าพุทธ อู นุ เป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมสูงมาก ด้วยนโยบายชาตินิยมโปรคนพม่าและศาสนาพุทธดังที่กล่าวมา และด้วยภาพลักษณ์การเป็นพุทธมามกะที่ดี ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย ทำให้อู นุเป็นประหนึ่งผู้นำทางจิตใจของคนพม่า

อย่างไรก็ดี ภารกิจการรวมชาติและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เสียหายยับเยิน มีมากกว่าการสร้างรัฐพุทธแบบอู นุมากนัก ตลอดเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อู นุนำแนวนโยบายที่มีกลิ่นอายของสังคมนิยมมาใช้ แต่ต้องอธิบายว่า “สังคมนิยม” แบบพม่า เป็นเหมือนกับความฝันและจินตนาการของนักชาตินิยม ที่ต่างมองว่าระบอบอาณานิคมที่พวกเขาเกลียดชังหนักหนา คือภาพแทนของระบอบทุนนิยมและระบอบอาณานิคม ที่กดขี่คนพื้นเมืองและทำลายอัตลักษณ์ของพวกเขามาอย่างยาวนาน และสังคมนิยมก็คือระบอบเศรษฐกิจที่เน้นบทบาทของรัฐ ในฐานะที่เป็นผู้จัดหาสวัสดิการที่ดีให้กับประชาชน และยังเต็มไปด้วยภาพของการสร้างสังคมที่ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ

Advertisement

สังคมนิยมในแบบของพม่า ของอินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่เป็นการตีความของผู้นำชาตินิยม จึงไม่ใช้สังคมนิยมแบบมาร์กซ์ที่เราเข้าใจกัน หากแต่เป็นเพียงเครื่องมือให้นักชาตินิยมใช้กำจัดมรดกตกทอดของระบอบอาณานิคมออกไป ผ่านนโยบายชาตินิยมตกขอบ เช่น การโอนกิจการของต่างชาติมาเป็นของรัฐ การลดการนำเข้าและส่งออก และเน้นการผลิตภายในประเทศ แต่นโยบายเหล่านี้ไม่สามารถทำให้พม่ามีความเจริญทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

แม้เมื่อเกิดรัฐประหาร ที่นายพลเน วิน ประกาศล้มล้างรัฐบาล AFPFL ของอู นุ ในต้นเดือนมีนาคม 1962 ไปแล้ว แต่เน วิน ก็ยังนำคำว่า “สังคมนิยม” มาใช้เป็นเครื่องมือการหาเสียงและเพิ่มความชอบธรรมในรัฐบาลทหารของตนเอง เน วินเข้ามาพร้อมกับแคมเปญใหม่ที่เรียกว่า “วิถีพม่าสู่สังคมนิยม” (Burmese Way to Socialism) และตั้งพรรคใหม่ขึ้น เรียกว่า Burmese Way to Socialism Programme Party (BSPP) หรือพรรคโครงการวิถีพม่าสู่สังคมนิยม

เป้าหมายของ BSPP ตามที่แถลงมีอยู่ 21 ข้อ รวมทั้งการควบรวมกิจการของเอกชนขนาดใหญ่ทั้งหมดมาเป็นของรัฐ หลังจากนั้นอีก 26 ปี สถานะทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่สุดขีดของพม่าพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่านโยบายของ BSPP และแนวทางสังคมนิยมแบบปลอมๆ ของเน วิน นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง พม่ากลายเป็นฤๅษีแห่งเอเชีย ที่ไม่ต้องการคบค้ากับใคร ด้วยความกลัวว่าประเทศอื่นๆ จะมาดูดทรัพยากรของพม่าไป และก็ไม่ส่งออกผลิตผลทางการเกษตรใดๆ เพราะลำพังการผลิตที่มีอยู่ก็ไม่สามารถเลี้ยงประชากรทั้งประเทศได้อย่างเพียงพอแล้ว

นิยามของวิถีพม่าสู่สังคมนิยมคือการสร้างเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (socialist economy) ซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบบเดียวในโลกที่จะทำให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ทั้งทางกายและใจ และจะทำให้สังคมพม่าเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ในช่วงปลายรัฐบาลเผด็จการของเน วิน ทั้งประชาชนและคนในกองทัพอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเศรษฐกิจจะย่ำแย่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น แม้แต่คนในกองทัพเองก็รู้สึกว่าการบริหารงานของเน วินล้มเหลว และเคยมีความพยายามลอบสังหารเน วินมาแล้ว
ในปี 1976

หลังเน วินประกาศวิถีพม่าสู่สังคมนิยมออกมาได้เพียง 3 เดือน การผลิตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศลดลงถึง 40% จำนวนคนว่างงานสูงขึ้น บริษัทต่างชาติรอวันดับสูญ เพราะเน วินมีนโยบายยึดกิจการของต่างชาติทั้งหมดมาเป็นของรัฐ ระบอบอาณานิคมของอังกฤษให้ความสำคัญกับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งแรงงานเกือบทั้งหมดจากอินเดีย ดังนั้น เมื่ออังกฤษออกไป พม่าจึงมีแรงงานที่มีทักษะขับเคลื่อนประเทศเหลืออยู่น้อยมาก

ในด้านการต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเน วินจะไม่ได้พยายามผูกสัมพันธ์กับประเทศใดเป็นพิเศษ เพราะไม่ไว้ใจใคร และพม่ายังรักษาความเป็น กลางทางการเมืองตลอดยุคสงครามเย็น แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรกับสหรัฐ และมีท่าทีในเชิงบวกกับจีนและโซเวียต แต่ในความเป็นจริง นโยบายทั้งหมดที่เน วินนำมาใช้อยู่บนพื้นฐานของความเกลียดชังชาวต่างชาติ และการสร้างให้กองทัพเป็นศูนย์กลางการบริหารงานทุกๆ ด้าน ในช่วงแรก ยังพอมีนักเศรษฐศาสตร์และเทคโนแครตที่มีความสามารถทำงานให้รัฐบาล แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เน วินมองว่าคำทักท้วงของนักวิชาการและข้าราชการ มีแต่จะทำให้แผนการของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ ตลอด 26 ปีในตำแหน่งของเน วิน จึงมีความเจริญทั้งทางวัตถุและทางจิตวิญญาณน้อยมาก

วาระหลักของเน วินยังเป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับรัฐพม่า ผ่านการเชิดชูความยิ่งใหญ่ของคนพม่า ดังนั้น บทบาทของกองทัพจึงเป็นเสมือนผู้พิทักษ์เพื่อป้องกันไม่ให้สหภาพพม่าแตกสลาย มากกว่าที่จะสร้างความกินดีอยู่ดี เมื่อประกอบกับความเกลียดกลัวชาวต่างชาติที่เป็นบาดแผลในใจของผู้นำชาตินิยมและผู้นำกองทัพทุกยุคแล้ว การพิทักษ์ “ชุมชนจินตกรรม” จึงสำคัญกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอย่างยั่งยืน

ย้อนอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง