‘ปานปรีย์’มอบนโยบายขรก.กต. ชู ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี’ เตรียมประชุมทูตไทยทั่วโลก

18.09.23 | 06:25 น.

‘ปานปรีย์’มอบนโยบายขรก.กต.
ชู ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี’
เตรียมประชุมทูตไทยทั่วโลก

หมายเหตุ – นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบปะกับสื่อมวลชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางการบริหารงาน และความผูกพันที่มีต่อกระทรวงบัวแก้วที่นับย้อนไปได้ถึงรุ่นคุณปู่

ผมมีความคุ้นเคยกระทรวงการต่างประเทศ เพราะ พระพหิทธานุกร ซึ่งเป็นปู่ของผม เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเคยเป็นเอกอัครราชทูตที่ประจำการในหลายประเทศ อีกทั้ง บิดาของผม คือนายปรีชา พหิทธานุกร เคยทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน จึงทำให้ผมได้ติดตามบิดาเดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่เด็ก แม้บิดาของผมจะเติบโตในต่างประเทศ แต่อยากให้ผมอยู่ที่ไทย เรียนที่ไทย และมีเพื่อนคนไทยเยอะๆ ผทจึงเรียนที่เมืองไทยตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกในต่างประเทศ

จากการที่ผมเคยไปวิ่งเล่นอยู่แถววังสราญรมย์สมัยเด็ก ซึ่งขณะนั้นกระทรวงการต่างประเทศยังตั้งอยู่ใกล้กับกระทรวงกลาโหม ดังนั้นการได้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงทำให้รู้สึกว่าได้กลับมาอยู่ในที่ที่คุ้นเคยมาก และคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของคนในกระทรวง ไม่รู้สึกแปลกแยก เพราะมีความเข้าใจถึงความรู้สึกของพวกเขา รู้สึกผูกพันและรัก อีกทั้งผมอยากจะให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นที่รู้จักในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้คนไทยรู้สึกว่ากระทรวงการต่างเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

Advertisement

ผมได้พูดคุยกับคณะข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศแล้วถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลและของผม ซึ่งผมเห็นว่าโลกมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งหลังจากเข้าสู่ยุคภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ได้มีปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องความมั่นคงและเทคโนโลยี ผมจึงให้ข้าราชการทำการบ้านเพิ่มเติมในเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้จะให้เชิญเอกอัครราชทูตไทยที่ประจำการในต่างประเทศกลับมาประชุมที่เมืองไทย เพื่อพบปะและมอบนโยบายทั้ง 3 เรื่องนี้ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ขณะเดียวกันทางกระทรวงจะช่วยวางยุทธศาสตร์แก่ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศด้วย และผมชื่อมั่นว่าภายใต้การบริหารราชการของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน จะสามารถนำพาประเทศไทยให้กลับมามีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ และบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนด้วย

ผมยังมีโครงการที่จะทำให้กระทรวงฯมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น โดยหลังจากเสร็จสิ้นการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ผมจะลงพื้นที่ชายแดนบริเวณจ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังปัญหาที่เกี่ยวกับการค้าขาย บุคคลข้ามแดน และปัญหาอื่นๆ จากนั้นจะไปเยือนประเทศกัมพูชาซึ่งนำเรื่องเหล่านี้ไปเจรจาระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศอาจขาดการประชาสัมพันธ์ไปบ้าง หรือบางคนเรียกว่า “Too Quiet Diplomacy” จึงทำให้ประชาชนไม่ค่อยได้เห็นผลงานของกระทรวง แต่ถ้าหลังจากนี้มีการประชาสัมพันธ์งานของกระทรวงมากขึ้น ประชาชนก็จะได้เห็นผลงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากดูในมุมด้านการต่างประเทศ ก็เห็นได้ว่าไทยไม่ได้อยู่ในสถานะของประเทศที่มีปัญหาอะไรมากจนจัดการไม่ได้

๐การไปร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ที่สหรัฐอเมริกา นานาชาติคงสอบถามถึงจุดยืนของรัฐบาลไทยชุดใหม่ต่อสถานการณ์ในประเทศเมียนมา

เมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประชาชนของไทยและเมียนมาไม่ได้มีปัญหาใดๆ ต่อกัน ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา ถือเป็นปัญหาภายในของเขาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยกระบวนการภายในของเมียนมา และควรได้รับการแก้ไขโดยกลไกของอาเซียน เราไม่ควรละเลยอาเซียน เพราะอาเซียนยังมีเอกภาพ เราจึงควรเคารพการตัดสินใจของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นฉันทามติร่วมของอาเซียน 5 ข้อ ดังนั้น รัฐบาลภายใต้การนำโดยนายเศรษฐาจึงยึดถือฉันทามตินี้เป็นหลัก

ขณะเดียวกันต้องแยกจากเรื่องดังกล่าวออกจากสิ่งที่เป็นปัญหาระหว่างไทยกับเมียนมา อาทิ การปราบปรามยาเสพติด การลักลอบข้ามแดน ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศที่จะต้องพูดและแก้ไขด้วยกัน ส่วนปัญหาภายในเมียนมา ทั้งเรื่องความขัดแย้ง กระบวนการทางประชาธิปไตย รวมถึงข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา เป็นเรื่องที่เมียนมาต้องเร่งจัดการสะสางเอง โดยรัฐบาลไทยจะทำงานร่วมกับอาเซียนอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้เกิดสันติภาพในเมียนมาเร็วที่สุด

๐จะยังดำเนินการแบบ Dual Track ที่มีการเชิญบางประเทศมาร่วมหารือนอกรอบกับเมียนมา เหมือนที่ไทยเคยทำต่อไปหรือไม่

จะต้องพิจารณาตามความจำเป็น แต่คิดว่าควรจะหารือกับประเทศที่เป็นประธานอาเซียนก่อน ซึ่งการที่ไทยจะหารือกับอาเซียนก่อนที่จะพูดคุยกับเมียนมานั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะยุคนี้สามารถประชุมกันผ่านระบบออนไลน์ได้ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยกับอาเซียนก็มีการหารือกันตลอดเวลาอยู่แล้ว

๐มีหลายฝ่ายเสนอแนะว่าไทยควรชูเรื่องการทูตเพื่อมนุษยธรรมหรือสิทธิมนุษชน

ไทยทำอยู่แล้ว เพราะอาเซียนทำเรื่องนี้ และไทยสนับสนุนแนวทางดังกล่าวของอาเซียน ขณะเดียวกันไทยยังสนับสนุนเรื่องประชาธิปไตย รวมถึงการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนด้วยเช่นกัน เราไม่มีปัญหา เพียงแต่แนวทางของเราอาจแตกต่างจากของอาเซียนเท่านั้น