โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: โลกจับตา! ‘ปูตินหารือคิม’ ประตูสู่ข้อตกลงอาวุธหรือละครข่มศัตรู?
หากถามว่าประเทศใดในโลกที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตรหนักที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศที่ทุกคนอาจนึกถึงคือ รัสเซียและเกาหลีเหนือ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ นั่งรถไฟหุ้มเกราะสีเขียว-เหลืองนาน 2 วัน เพื่อข้ามพรมแดนไปพบกับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียถึงถิ่น ท่ามกลางสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดในเร็ววัน และขณะที่เกาหลีเหนือมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นทั้งในด้านการทหารและอวกาศ การพบกันของสองผู้นำเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ละฝ่ายต้องการอะไร ผลการหารือจะมีผลรูปธรรม หรือ จะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเพื่อขู่ฝ่ายศัตรูเท่านั้น
2 ชาติถูกคว่ำบาตร จับเข่าคุยสงคราม บรรลุผลประโยชน์ร่วม
ผู้นำคิมของเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย ได้พบกันที่ศูนย์อวกาศวอสตอชนี ทางตะวันออกไกลของประเทศรัสเซีย ทั้งสองมีการทักทายกันอย่างสนิทสนม ก่อนที่ปูตินจะพาคิมเดินชมรอบศูนย์อวกาศดังกล่าว ซึ่งถือเป็นฐานปล่อยจรวดอวกาศที่ทันสมัยที่สุดในรัสเซีย โดยผู้นำเกาหลีเหนือดูจะให้ความสนใจกับจรวดของรัสเซียขณะเดินชมสถานที่ จากนั้น ทั้งสองได้มีการหารือกันนานหลายชั่วโมง ซึ่งแม้ทั้งคู่จะไม่ได้ตั้งโพเดียมแถลงข่าว ออกแถลงการณ์ หรือประกาศการบรรลุข้อตกลงออกมาสู่สาธารณชน แต่ก็มีรายงานออกมาว่า ทั้งคู่มีการพูดคุยกันถึงเรื่องกิจการของโลกในตอนนี้ กรอบความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงมีการถกกันในเรื่องการกระชับความร่วมมือทางความมั่นคง ดาวเทียม และสงครามยูเครน ซึ่งผู้นำคิมเองก็เอ่ยปากสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยกล่าวว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในสงครามอย่างแน่นอน พร้อมกับยกแก้วไวน์ดื่มฉลองให้กับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ขณะที่ฝั่งปูตินก็บอกว่าจะช่วยเกาหลีเหนือในการพัฒนาดาวเทียม ซึ่งสหรัฐกังวลว่าการที่รัสเซียทำเช่นนั้นจะเป็นการช่วยพัฒนาโครงการด้านขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ รวมถึงมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศเกาหลีเหนือขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก
ถึงแม้ว่าการพบกันระหว่างผู้นำคิมของเกาหลีเหนือและประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียในครั้งนี้ จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำคิมได้พบกับผู้นำต่างชาตินับตั้งแต่เกาหลีเหนือปิดพรมแดนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่มีกับชาติตะวันตกได้แตะจุดต่ำสุดและมีความเคลื่อนไหวทางทหารด้วยกันทั้งคู่

นายคิม แท อู อดีตผู้อำนวยการสถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติ ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ให้ความเห็นว่า หลังจากที่ทำสงครามกับยูเครนมานานกว่า 18 เดือน ตอนนี้รัสเซียกำลังต้องการอาวุธอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นแล้ว นายเซอร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียจะเดินทางเยือนประเทศเล็กๆ อย่างเกาหลีเหนือเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไปทำไมกัน การพบกันในครั้งนี้ได้ทำให้สหรัฐและบรรดาพันธมิตรของยูเครนต่างจับตาว่าการเดินทางเยือนรัสเซียของผู้นำคิมในครั้งนี้ จะเปิดทางไปสู่การส่งอาวุธและกระสุนไปให้กับรัสเซียหรือไม่ แม้ว่าเกาหลีเหนือและรัสเซียจะปฏิเสธเรื่องแผนการส่งอาวุธก็ตาม
ทั้งนี้ การซื้อยุทโธปกรณ์จากเกาหลีเหนือจะเป็นการละเมิดข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่แบนการค้าอาวุธกับประเทศเกาหลีเหนือ แต่ในเมื่อรัสเซียถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติจากการทำสงครามกับยูเครน รัสเซียจึงต้องหันไปหาอาวุธจากประเทศอื่นๆ ที่ถูกคว่ำบาตรเช่นกันอย่างเกาหลีเหนือและอิหร่าน ในทางกลับกัน เกาหลีเหนือเองก็กำลังต้องการเทคโนโลยีของรัสเซียเพื่อสนับสนุนแผนการสร้างอาวุธขั้นสูง อาทิ ขีปนาวุธพิสัยไกล เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และดาวเทียมสอดแนม ที่การปล่อยขึ้นสู่อวกาศได้ล้มเหลวมาแล้วถึง 2 ครั้งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา การเข้าหารัสเซียเพื่อเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะรัสเซียเองก็เป็นยักษ์ใหญ่ในเรื่องโครงการด้านอวกาศ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือจึงมีแต่ได้กับได้สำหรับทั้งสองฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
ปูตินจับมือคิม เปิดประตูสู่ความร่วมมือหรือละครข่มขวัญศัตรู
แม้การพบกันระหว่างผู้นำคิมและประธานาธิบดีปูติน จะถูกรับชมโดยผู้คนทั่วโลก แต่กลับไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่ามีการบรรลุข้อตกลงอะไรกันบ้างระหว่างการหารือ รวมถึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงด้านอาวุธที่ชาติตะวันตกกังวล ความช่วยเหลือทางด้านอาหาร เศรษฐกิจ การทหาร หรือเทคโนโลยีให้แก่เกาหลีเหนือแต่อย่างใด โดยความคืบหน้าเดียวที่ได้จากการหารือคือ การที่ปูตินส่งสัญญาณว่าเขาอาจช่วยให้คิมบรรลุเป้าหมายด้านอวกาศและดาวเทียมเท่านั้น
ไม่ว่าการหารือกันระหว่างผู้นำคิมและประธานาธิบดีปูตินจะนำไปสู่ความร่วมมือใดบ้าง แต่ภาพที่ทั้งสองคนจับมือทักทายกันมีจุดประสงค์เพื่อส่งคำเตือนไปยังฝ่ายตรงข้าม ดูยอน คิม จาก Center for a New American Security กล่าวให้ความเห็นว่า “นอกจากปูตินและคิมจะได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายในข้อต่อรองแลกเปลี่ยนแล้ว พวกเขายังได้ประโยชน์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย จากการทำให้เห็นว่าทั้งสองชาติ ซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ด้วยกันทั้งคู่ กำลังร่วมมือกันทางการทหารและส่งคำเตือนถึงผลที่อาจตามมาไปยังพันธมิตรของสหรัฐและชาติอื่นๆ ที่ให้ความช่วยเหลือยูเครน” ยิ่งไปกว่านั้น ภาพที่ออกมายังเป็นการส่งสัญญาณไปหาสหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่กำลังกระชับความสัมพันธ์กันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพื่อต้านทานภัยคุกคามจากเกาเหลีเหนือ ด้วยว่า “รัสเซียให้การหนุนหลังเกาหลีเหนือในภูมิภาคนี้”
นายลิฟ-เอริก อีสลีย์ ศาสตรจารย์จากมหาวิทยาลัยอีฮวา ในกรุงโซล ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า ถ้าทั้งสองประเทศต้องการเพียงแค่จะบรรลุข้อตกลงในเรื่องอาวุธกันอย่างลับๆ ผู้นำของทั้งสองประเทศไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่คิมและปูตินต้องการที่จะสื่อคือการอ้างความสำเร็จในการท้าทายระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐ หลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศจีนมากเกินไป รวมถึงเพิ่มแรงกดดันไปยังฝ่ายตรงข้ามในยูเครนและเกาหลีใต้
ด้านนายอันเดรย์ ลันคอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีศึกษา จากมหาวิทยาลัยกุกมิน ในกรุงโซล กล่าวเสริมอีกว่า การหารือกันของผู้นำสองประเทศนี้ยังเป็นตัวชี้วัดว่า ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือนั้นใช้ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับความพยายามทุกอย่างที่จะหยุดเกาหลีเหนือไม่ให้เดินหน้าในโครงการด้านนิวเคลียร์ รวมถึงเป็นการห้ามปรามไม่ให้เกาหลีใต้ส่งความช่วยเหลือทางทหารไปให้กับยูเครนโดยตรงเช่นกัน
และต่อให้ทั้งสองมีการบรรลุข้อตกลงระหว่างกันในเรื่องที่ต่างฝ่ายต้องการ ก็ไม่ได้หมายความว่าความร่วมมือระหว่างสองชาติจะเป็นไปอย่างราบรื่นเสมอไป เพราะยังไม่ชัดเจนว่ารัสเซียจะยินยอมส่งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในด้านอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธทิ้งตัวข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ให้กับเกาหลีเหนือหรือไม่ เพราะรัสเซียหวงเทคโนโลยีที่สำคัญในด้านอาวุธของตัวเองอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่รัสเซียไม่แบ่งให้กับใคร แม้กระทั่งประเทศพันธมิตรที่สำคัญอย่างจีน และถึงแม้เกาหลีเหนือจะมียุทโธปกรณ์ในคลังแสงจำนวนมาก แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าเกาหลีเหนือจะสามารถส่งอาวุธไปให้รัสเซียได้ในปริมาณมากภายในเวลาอันรวดเร็วได้หรือไม่ เพราะพรมแดนแคบๆที่เชื่อมระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียสามารถรองรับการสัญจรทางรางได้อย่างจำกัดเท่านั้น
ตามความเห็นของ นายดู ฮยอก ชา นักวิเคราะห์จาก Asan Institute for Policy Studies ประเทศเกาหลีใต้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ตัดออกไปไม่ได้คือ การที่ทั้งเกาหลีเหนือและรัสเซียแทบไม่ได้ทำการค้าระหว่างกันเลยตามข้อมูลจากการประมาณการของเกาหลีใต้แม้ว่าจะมีการพูดถึงในด้านอาวุธ โดยเกาหลีเหนือยังคงพึ่งพาจีนอยู่มากเพราะรายได้จากการค้าของเกาหลีเหนือกว่า 95% มาจากการค้าขายกับจีน
“นั่นทำให้เราไม่มั่นใจว่าการหารือสุดยอดผู้นำในครั้งนี้จะมีผลลัพท์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการหารือกันในปี 2019 ที่ไร้ผลรูปธรรมใดๆเลยหรือไม่” เฟดอร์ เทอร์ติตสกี นักวิจัยด้านกองทัพเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยกุกมิน กล่าว
คงไม่มีใครตอบได้ว่าผลตามมาหลังการหารือกันในครั้งนี้ที่ประเทศรัสเซียจะเป็นอย่างไร มันอาจเป็นการเปิดประตูไปสู่การค้า ความร่วมมือที่มากขึ้นจริงๆ หรืออาจเป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่คิดบทมาเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่สิ่งที่เรารู้แน่นอนแล้วก็คือประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกนับตั้งแต่วันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ได้ร้อนแรงเพิ่มขึ้นไปอีกระดับแล้วแน่นอน!

