รุ่งอรุณของความร่วมมือ ฉลองข้อตกลงอับราฮัม และมองไปข้างหน้า
วันที่ 15 กันยายน เป็นวันที่เรายินดีกับเหตุการณ์อันสำคัญยิ่งต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ นั่นคือ เมื่อสามปีที่แล้วมีการลงนามในข้อตกลงอับราฮัม ระหว่างอิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และราชอาณาจักรบาห์เรน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ประสานงาน สามเดือนต่อมา ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2563 ราชอาณาจักรโมร็อกโกได้เข้าร่วมในกระบวนการเดียวกันนี้ และกลับมาสานความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง
ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ มิได้เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าของภูมิภาค แต่ยังปูทางสู่การเจริญเติบโตทางการค้า การลงทุน และการเป็นหุ้นส่วนอันไร้พรมแดน ทั้งยังนำไปสู่ยุคใหม่ของความสัมพันธ์ฉันท์มิตรและสันติภาพ ซึ่งเชื่อมโยงรัฐบาลกับรัฐบาล และนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และอื่นๆ
ขณะนี้เราเริ่มเห็นส่วนหนึ่งของศักยภาพในการร่วมมือระดับภูมิภาคที่รออยู่ข้างหน้า กล่าวคือขอบเขตการค้าระหว่างอิสราเอลและประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 ระหว่างปี 2564 และ 2565 ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หลังจากที่มีการเซ็นสัญญาการค้าเสรีเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันรวดเร็วและโดดเด่น กล่าวคือ การค้าระหว่างประเทศทั้งสองคิดเป็นมูลค่ากว่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในรอบ 7 เดือนแรกของปี 2566 การเจริญเติบโตในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นในภาคการท่องเที่ยวซึ่งเคยมีข้อจำกัดในอดีตด้วย
ทั้งนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 172 ในปี 2564 โดยในปลายปีที่แล้วมีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 75 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ผลจากข้อตกลงเหล่านี้ขยายขอบเขตไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย ที่เห็นเด่นชัดก็คือข้อตกลงว่าด้วยความเจริญก้าวหน้าสีเขียวและสีน้ำเงิน (Prosperity Green & Blue Agreement) ที่ลงนามโดยอิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และราชอาณาจักรจอร์แดน ส่งผลให้มีการสร้างสนามพลังงานแสงอาทิตย์ในราชอาณาจักรจอร์แดน ซึ่งผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดถึง 600 เมกะวัตต์ส่งให้อิสราเอล ในทำนองเดียวกันโรงกลั่นน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืดของอิสราเอลก็ส่งน้ำปริมาณ 200 ล้าน ลูกบาสก์เมตรให้ราชอาณาจักรจอร์แดน
ในภูมิภาคนี้ประชากรกว่าร้อยละ 65 มีอายุต่ำกว่า 30 ปีบรรดาประชากรรุ่นเยาว์เหล่านี้มีการศึกษาและมีโอกาสในการจ้างงาน นั่นคือปัจจัยสำคัญของการสร้างเสริมเสถียรภาพ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวจึงเริ่มมีการตั้งกลุ่มตัวแทนเพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่ ที่จะกลายเป็นผู้นำในวันพรุ่งนี้และปูพื้นฐานความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลุ่มตัวแทนเยาวชนเหล่านี้มีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของกันและกัน ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ พร้อมกันนั้น ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนเข้มแข็งอันจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือเยาวชนจากประเทศเหล่านี้เห็นด้วยอย่างจริงใจต่อหลักการของการยอมรับ ความร่วมมือ และสันติภาพ ที่มีกล่าวเน้นไว้ในข้อตกลง รวมทั้งมีการสื่อสารไปทั่วภูมิภาคว่าหลักการเหล่านี้คือพื้นฐาน
สำคัญในการสร้างอนาคต
ในบรรดาโครงการใหม่ๆ นี้มีโครงการหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการสร้างความเข้าใจอันดีซึ่งกันละกัน นั่นคือการนำการศึกษาเรื่องโฮโลคอสต์ (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว) มาบรรจุไว้ในการหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชีค อับดุลลาห์บอิ ซาอิด อัล นาห์ยัน ได้มาเยือนกรุงเยรูซาเลม และไปเยี่ยมชม อนุสรณ์สถาน ยาด วาเชม ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์โฮโลคอสต์ กล่าวได้ว่า ข้อตกลงอับราฮัมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันโดยสันติ และการยอมรับความแตกต่างทางศาสนา
ทั้งนี้เป็นที่เห็นประจักษ์แล้วว่าข้อตกลงอับราฮัมนำมาซึ่งศักยภาพของการร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมและสร้างโอกาส ทั้งยังได้นำเสนอภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า สันติภาพและความร่วมมือสามารถพัฒนาให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองได้ นอกจากนั้นแล้วยังสามารถเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลางให้กลายเป็นภูมิภาคแห่งความหวังและความก้าวหน้าอีกประการหนึ่งด้วย ในขณะที่เราเฉลิมฉลองโอกาสอันสำคัญนี้ เราเห็นว่ายังมีประเทศอื่นๆ อีกมากที่จะมาร่วมมือกันในความพยายามดังกล่าว เพื่อเปิดทางสู่วันพรุ่งนี้ที่สดใส และความหวังเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของบุตรหลานของเราและของรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต
โดยนางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

