ครั้งแรกบนเวทีโลก กับนายกฯ ‘เศรษฐา’

26.09.23 | 08:03 น.

ครั้งแรกบนเวทีโลก กับนายกฯ ‘เศรษฐา’

การเดินทางมาร่วมประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ที่กินเวลาอยู่ในนครนิวยอร์กจริงเพียง 4 วัน คือระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน ไม่นับรวมวันเดินทาง เพื่อเข้าร่วมเวทีประชุมระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดประจำปี คือการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ (ยูเอ็นจีเอ) ครั้งที่ 78 ในสัปดาห์ที่ผู้นำโลกจะมารวมตัวกันอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกันมากที่สุดเป็นประจำทุกปี

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผู้นำคนใหม่ของไทยบนเวทีโลกครั้งแรกในรอบ 9 ปี แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายและการทำงานของรัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา ว่าต้องการจะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน นายกฯเศรษฐาได้เข้าร่วมในเวทีสำคัญๆ ในกรอบสหประชาชาติที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมยูเอ็นจีเอหลายเวที และปีนี้ยังถือเป็นปีที่มีการจัดเวทีคู่ขนานระดับผู้นำระหว่างการประชุมจีเอมากที่สุดครั้งหนึ่งอีกด้วย

นายกฯเศรษฐาขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในเวทีต่างๆ 5 ครั้ง ตั้งแต่การประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (เอสดีจีส์) ค.ศ. 2030 การประชุมระดับสูงว่าด้วยการระดมทุนเพื่อการพัฒนา การประชุมเพื่อเร่งรัดการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit) ที่ผู้นำไทยได้รับเลือกให้แป็นหนึ่งใน 38 จาก 193 ประเทศ ที่ได้ขึ้นกล่าวในเวทีนี้ เพื่อแสดงมุมมอง ความคิด และวิสัยทัศน์ในประเด็นที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกในปัจจุบัน ตามด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาของอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ประสานงานอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการกล่าวถ้อยแถลงในยูเอ็นจีเอ

Advertisement

ในภาพรวมทั้งหมด ผู้นำไทยได้พูดถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวของไทย ตั้งแต่ การออกตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) เพื่อกระตุ้นตลาดตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond market) ของไทยในปีหน้า รวมถึงการพัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการลงทุนและการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานอันเป็นแนวโน้มสากล ถือเป็นการนำเสนอเรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรมด้านการเงินที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนัก แต่ก็ดูจะได้รับความสนใจพอสมควร และสอดรับกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งไปยังเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน

รัฐบาลใหม่ของไทยใช้เวทียูเอ็นครั้งนี้เพื่อย้ำถึงความมุ่งมั่นในค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศในลักษณะที่สร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อโลกในหลายๆ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจในปัจจุบัน อาทิ เรื่องโลกร้อน และงานด้านสาธารณสุข รวมถึงแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อทำให้กรอบความร่วมมือพหุภาคีมีความเข้มแข็ง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการแบ่งแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันหรืออาจจะเรียกได้ว่าได้รับความสนใจมากกว่าในสังคมไทย และสะท้อนถึงความเป็นนายเศรษฐา คือการหารือกับผู้นำภาคธุรกิจรายใหญ่ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นขนัด ซึ่งเพิ่งมีการเปิดชื่อบริษัทที่จะร่วมหารือระหว่างนั่งเครื่องบินเดินทางมายังสหรัฐ และสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้มาก เริ่มตั้งแต่ BlackRock บริษัทจัดการการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไมโครซอฟต์ กูเกิ้ล โกลแมนแซคส์ เจพีมอร์แกน เอสเต้ลอเดอร์ วิดีโอคอลกับ นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก เจ้าของเทสล่าและสเปซเอ็กซ์ และหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ทั้งยังไปพบกับสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียนและหอการค้า เพื่อหารือกับบริษัทชั้นนำของสหรัฐกว่า 15 บริษัท บอกเล่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสหรัฐ ภายใต้ความพยายามที่จะดึงการลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทยให้มากขึ้น

ขณะที่ในการหารือทวิภาคีที่สำคัญมี 5 รายการ คือการพบกับ นายอันโตนิอู กุแตร์เรซ เลขาธิการยูเอ็น และหารือกับ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม ประธานาธิบดียุน ซอกยอล ของเกาหลีใต้ และ นายจิอานนี อินฟันติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ที่มีกำหนดจะมาจัดประชุมประจำปีครั้งที่ 74 ในไทยในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 2,000 กว่าคน ภายใต้เวลาเพียง 4 วันกับกำหนดการที่มากมายแน่นขนัดนี้ ทำเอานักข่าวและผู้ที่เดินทางร่วมคณะพากันหมดเรี่ยวหมดแรง สวนทางกับนายกฯคนใหม่ที่ไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยใดๆ ให้เห็น เป็นการลงมือทำตามที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องเรียกศรัทธาที่เสียไปด้วยการทำงานอย่างหนัก ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพื่อผลักดันนโยบายดีๆ ออกมาให้ได้เร็วที่สุด และทำตามที่บอกว่าจะต้องทำให้โลกรู้ว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับธุรกิจและการลงทุนทั้งจากต่างชาติและจากนักธุรกิจไทยที่พร้อมไปลงทุนในต่างประเทศด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ได้สัมผัสคือผู้นำคนใหม่ของไทยเป็นคนทำงานเร็ว และต้องการเห็นผลไวสไตล์นักธุรกิจ หลังหารือกับรัฐบาลต่างชาติและภาคธุรกิจต่างๆ ก็หวังจะให้เกิดความคืบหน้าเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด เพราะหลายเรื่องที่ได้คุยในการเดินทางมาคราวนี้ ก็มีการประกาศเป้าหมายว่าอยากจะให้มีความคืบหน้าในระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำเอเปคที่ซานฟรานซิสโกในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้กันเลยทีเดียว การเป็นผู้นำในภาคธุรกิจที่มีประสบการณ์ ทำให้นายเศรษฐาไม่ได้มีท่าทีไม่มั่นใจใดๆ ในการปรากฎตัวในเวทีระดับโลก แต่ยังสามารถทำเอาประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภารกิจใหม่

ขณะที่ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของนายกฯ ก็มีภารกิจอื่นๆ มากมายเช่นกัน โดยได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย 6 เวที ที่สำคัญคือการเข้าร่วมในเวทีด้านสาธารณสุข 2 เวที พบหารือทวิภาคีกับ 7 ประเทศ ประกอบด้วย ลาว รัสเซีย เยอรมนี ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ซาอุดีอาระเบีย และฟิลิปปินส์ ทั้งยังร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (เอซีดี) โดยการหารือสุดท้ายจบลงก่อนเวลาเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกลับไทยเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่สำคัญคือการเข้าร่วมในกิจกรรมเปิดตัวการรณรงค์หาเสียงการสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของไทย (HRC) วาระปี ค.ศ.2025-2027 เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ที่ถือว่าได้รับการตอบรับด้วยดีและมีผู้แทนประเทศต่างๆ มาร่วมงานมากกว่า 100 ประเทศ

หากพูดถึงความทุ่มเทและตั้งใจ คงไม่มีใครที่ได้เห็นการทำงานของนายกฯเศรษฐาในครั้งนี้แล้วตั้งคำถาม แต่กระนั้นแม้จะอยากเห็นผลของการทำงานเร็วด้วยการเร่งสปีดราวกับลงวิ่งแข่งระยะสั้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการทำงานในตำแหน่งนายกฯนั้นน่าจะเป็นดั่งการวิ่งระยะยาวเสียมากกว่า

การจะวิ่งในระดับความเร็วเดียวกันให้คงที่ไปได้ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ต้องทุ่มเทสรรพกำลังและเวลา แรงกายและความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ยังต้องอาศัยทีมงานที่ดีและเข้าใจในเจตจำนงค์เดียวกัน เพื่อนำพาประเทศไทยมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ให้ได้โดยเร็ว