ทางตัน! ส.ส.รีพับลิกันเสียงแตก โหวตคว่ำร่างงบประมาณของตัวเอง ทำรัฐบาลมะกันจ่อชัตดาวน์
สำนักข่าวรอยเตอร์และเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน สมาชิกพรรครีพับลิกันสายแข็งในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ปฏิเสธร่างงบประมาณชั่วคราวที่จะจัดงบประมาณให้กับรัฐบาลต่อไปอีก 30 วัน ซึ่งเสนอโดยนายเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ทำให้แทบจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่ารัฐบาลสหรัฐจะเจอกับการชัตดาวน์บางส่วนที่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้มีการมติด้วยคะแนนเสียง 198 ต่อ 232 เสียง โดยมีส.ส.รีพับลิกันสายขวาจัด 21 คน และพรรคเดโมแครตร่วมกันโหวตคว่ำร่างงบประมาณชั่วคราวดังกล่าว ถึงแม้ว่าในร่างงบประมาณชั่วคราวนี้จะลดรายจ่ายของหน่วยงานต่างๆเกือบ 30% และเพิ่มความเข้มงวดของบทบัญญัติด้านความมั่นคงชายแดน โดยสมาชิกรีพับลิกันสายขวาจัดบอกว่าร่างงบประมาณนี้ยังไม่ดีพอ ขณะที่ทำเนียบขาวและเดโมแครตปฏิเสธแนวทางของรีพับลิกันโดยบอกว่าสุดโต่งเกินไป
การโหวตคว่ำร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวนี้ ทำให้ฝ่ายรีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาล่างเพียงไม่มาก ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการที่จะหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ที่จะส่งผลให้อุทยานแห่งชาติในประเทศต้องปิดลง การจ่ายค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางมากถึง 4 ล้านคนต้องหยุดชะงัก และสร้างปัญหาให้แก่หลายภาคส่วนตั้งแต่การกำกับดูแลทางการเงินไปจนถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หากไม่สามารถอนุมัติงบประมาณให้กับรัฐบาลหลังเส้นตายในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 กันยายนได้
ภายหลังการโหวต นายแมคคาร์ธีกล่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรอาจยังสามารถผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวโดยไม่มีนโยบายต่างๆ ของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ทางฝั่งเดโมแครตไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี แมคคาร์ธีปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรอาจจัดการลงมติเพิ่มในวันเสาร์ (30 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น
ทั้งนี้ ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดเช่นกันว่าวุฒิสภาจะออกมาดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ได้ทันเวลาหรือไม่เช่นกัน โดยในวันเสาร์ วุฒิสภามีกำหนดที่จะรับร่างงบประมาณชั่วคราวที่จะอนุมัติงบประมาณให้แก่รัฐบาลไปจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน แต่อุปสรรคในขั้นตอนอาจทำให้การลงมติครั้งสุดท้ายล่าช้าไปจนถึงวันอังคาร (3 ต.ค.)
ด้านนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐได้กล่าวว่า การชัตดาวน์รัฐบาลจะทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เนื่องจากจะทำให้โครงการต่างๆ เพื่อธุรกิจขนาดเล็กและเด็กจะชะลอลง และอาจทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต้องชะลอลงเช่นกัน

