“นักวิชาการมช.”  ชี้เหตุสู้รบอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ มุ่งโจมตีพลเรือน หวังเปลี่ยนแปลง

12.10.23 | 19:04 น.

“นักวิชาการมช.”  ชี้เหตุสู้รบอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ มุ่งโจมตีพลเรือน หวังเปลี่ยนแปลง

นักวิชาการ มช. ชี้ เหตุสู้รบอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รุนแรงที่สุดในวัติศาสตร์ พุ่งเป้าโจมตีพลเรือนจับตัวประกันคาดเพื่อใช้ต่อรอง ส่วนไทยได้รับผลกระทบด้านแรงงาน แนะรัฐบาลแสดงท่าทีเป็นกลาง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ตุลาคม สำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาในหัวข้อ”The Shifting Dynamics of the Israel – Palestine Conflict” โดยมี ผศ.ดร.วรรณภา ลีระศิริ หัวหน้าสำนักวิชาการระหว่างประเทศ และ ดร. MATTHEW ROBSON อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ ร่วมเป็นวิทยากรให้ข้อมูลแก่นักศึกษา และผู้สนใจที่เข้าร่วมรับฟังการเสวนา

ดร. MATTHEW กล่าวถึงสาเหตุการสู้รบระหว่างอิสราเอล และปาเลสไตน์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า การโจมตีของกลุ่มฮามาสครั้งนี้เป็นวิธีการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ กลุ่มฮามาสส่งทหารเข้าไปในอิสราเอลและโจมตีด้วยความรุนแรงโดยพุ่งเป้าหมายไปที่พลเรือนทั่วไปไม่ใช่ทหาร และมีการจับตัวประกันจำนวนมาก จากการวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มฮามาสต้องการจับตัวประกันเพื่อการแลกเปลี่ยน หรือเจรจาต่อรองในอนาคต ส่วนอิสราเอลเองก็ใช้วิธีการโจมตีที่รุนแรงเช่นเดียวกับกลุ่มฮามาส

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นประเด็นหลัก คือการเข้าไปยึดครองพื้นที่ฉนวนกาซา และเขตเวสต์แบงก์ของอิสราเอล ซึ่งปาเลสไตน์พยายามต่อสู้มาโดยตลอด และมีการใช้ความรุนแรงตอบโต้ต่อเนื่องแต่เมื่อไม่เป็นผล จึงหันมาใช้วิธีการสันติเพื่อให้นานาชาติเห็นใจปาเลสไตน์ แต่การโจมตีล่าสุดเมื่อ 4 -5 วันที่ผ่านมา กลับมีการใช้ความรุนแรงอีกครั้ง เหตุผลหลักเกิดจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในฉนวนกาซาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล เมื่อวิธีแบบสันติไม่ได้ผลจึงต้องหันมาใช้ความรุนแรงอีกครั้งเพื่อหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

Advertisement

ขณะที่ปาเลสไตน์เองก็มีปัญหาความขัดแย้งภายในพื้นที่ฉนวนกาซา และเวสต์แบงก์ เพราะแยกการบริหารคนละกลุ่ม ส่วนอิสราเอล ก็มีปัญหาการเมืองภายในเนื่องจากนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีใช้วิธีการบริหารแบบสุดโต่ง ในหลายมิติ คาดว่าการที่นายเนทันยาฮู ใช้วิธีการตอบโต้ที่รุนแรงก็เพื่อดึงความสนใจออกจากตัวเองไปที่เรื่องความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล และปาเลสไตน์

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงภูมิศาสตร์ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางก็เป็นประเด็นสำคัญ หลังอิสราเอลหันมาสถาปนาความสัมพันธ์กับหลายประเทศ โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย ที่ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ทำให้อิหร่านเกิดความวิตกกังวล ทำให้ปาเลสไตน์เกิดความรู้สึกว่าถูกหักหลักและถูกโดดเดียวจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง แต่การใช้ความรุนแรงของปาเลสไตน์ไม่ได้เพื่อให้เกิดความรุนแรง แต่หวังผลเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดร. MATTHEW กล่าวอีกว่า ยังบอกไม่ได้ว่าการสู้รบครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับภูมิภาคอื่นมากน้อยแค่ไหน เพราะยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ส่วนความขัดแย้งจะขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอำนาจที่ให้การสนับสนุนหรือไม่ ท่าทีของหลายประเทศยังแสดงออกเชิงประนามกากระทำของทั้งกลุ่มฮามาส และอิสราเอล ยกเว้นรัสเซียที่สนับสนุนให้แยกปาเลสไตน์ออกมาและตั้งเป็นรัฐหรือประเทศ คาดว่าการสู่รบครั้งนี้จะไม่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ด้าน ผศ.ดร.วรรณภา กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดกับประเทศไทย คือ ด้านแรงงาน เพราะเราส่งแรงงานไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมาก รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางบริเวณตะวันออกกกลาง หากการสู่รบขยายวงกว้างอาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ เพราะสินค้าส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านอียิปต์เข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย

“อีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ไทยเพิ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดิอาระเบีย อาจทำให้ไทยต้องเข้าไปพัวพันกับความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามคาดว่าเรื่องนี้ไม่น่ามีผลอะไรมากนักหากเราไม่เข้าไปอยู่ความขัดแย้งนั้น และถือเป็นข้อควรระวังหากจะมีแถลงการณ์ หรือการแสดงท่าทีอะไรออกไป”ผศ.ดร.วรรณภา กล่าว