ส่อบานปลาย! เนทันยาฮูกร้าวทำลายล้างฮามาส อิหร่านเตือนจะไม่นิ่งเฉย ไคโรบอกเกินกว่าป้องกันตนเอง
นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศคำมั่นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมว่า จะทำลายล้างกลุ่มฮามาส ขณะที่กองทัพอิสราเอลเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนพลเข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อไล่ล่ากลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุสังหารผู้คนและบุกยึดตัวประกันในดินแดนอิสราเอล ซึ่งสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เนทันยาฮูได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินของอิสราเอลเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมกับประกาศว่า”กลุ่มฮามาสคิดว่าเราจะเป็นผู้ถูกทำลาย แต่เป็นเราที่จะทำลายกลุ่มฮามาส” ขณะที่การระดมกำลังของอิสราเอลใกล้กับฉนวนกาซายังคงดำเนินต่อไป
นายกีเดียน ซาอาร์ รัฐมนตรีในรัฐบาลอิสราเอล กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า กลุ่มฮามาสจะต้องถูกทำลายเพื่อมิให้คุกคามอิสราเอลได้อีก พร้อมกับเสริมว่านี่จะเป็นบทเรียนสำหรับภูมิภาค
“ฉนวนกาซาจะต้องมีขนาดเล็กลง โดยอิสราเอลจะเข้าควบคุมดินแดนทางตะวันออกและทางเหนือเพื่อตั้งเป็นเขตรักษาความปลอดภัย และใครก็ตามที่จะเข้ามาในพื้นที่นี้จะถูกสกัดกั้นโดยทหาร” ซาอาร์กล่าว และว่า การสูญเสียดินแดนเป็นราคาที่ชาวอาหรับต้องเข้าใจ

กองทัพอิสราเอลซึ่งระดมรถถังจำนวนมากประชิดชายแดนฉนวนกาซาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรุกภาคพื้นดินระบุว่า พวกเขากำลังมุ่งเป้าไปที่กลุ่มฮามาสและโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่ม โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเครื่องบินของอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายทางทหารประมาณ 250 จุด และสังหารผู้บัญชาการทางตอนใต้ของฮามาส
พลโทเฮอร์ซี ฮาเลวี ผู้บัญชาการทหารอิสราเอลบอกกับทหารอิสราเอลที่ชายแดนฉนวนกาซาว่า พวกเขาจะรุกเข้าไปเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาส โดยมุ่งเป้าไปที่ทุกสถานที่ ผู้บัญชาการทุกคน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของฮามาสทุกคนด้วย
ฮาเลวีกล่าวว่า ทุกคนกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญ มันถือเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์สำหรับเวลายาวนานข้างหน้าด้วยหนทางที่ชัดเจน

ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะบุกโจมตีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หลายชาติอาหรับได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินการดังกล่าว พร้อมกับเน้นย้ำความจำเป็นที่ต้องปกป้องพลเรือนในฉนวนกาซา
อิหร่านซึ่งให้การสนับสนุนทั้งกลุ่มฮามาสและฮิซบอลเลาะห์เตือนอิสราเอลว่า สถานการณ์จะยิ่งปานปลายหากอิสราเอลยังคงโจมตีชาวปาเลสไตน์ และหากขอบเขตของสงครามขยายออกไปอเมริกาก็จะต้องได้รับความเสียหายอย่างมากด้วยเช่นกัน
นายฮอสเซน อามีรับดอลลาห์ยัน รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า หากการรุกรานของไซออนิสต์ (เป็นชื่อเรียกของอุดมการณ์และขบวนการชาตินิยมชาวยิวในการสถาปนารัฐยิวที่พวกเขามองว่าเป็นดินแดนอิสราเอลในประวัติศาสตร์) ยังไม่หยุด มือของทุกฝ่ายในภูมิภาคก็พร้อมอยู่ที่จะจุดชนวน และอิหร่านไม่สามารถนั่งดูและทำตัวเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ได้
ด้านประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี แห่งอียิปต์ กล่าวถึงการโจมตีตอบโต้ของอิสราเอลว่า ปฏิกิริยาของอิสราเอลไปไกลกว่าสิทธิในการป้องกันตนเอง และมันได้เปลี่ยนไปเป็นการลงโทษแบบเหมารวมต่อชาวปาเลสไตน์

ขณะที่การปะทะกันยังคงมีขึ้นต่อเนื่องบริเวณชายแดนอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งถือเป็นการปะทะกันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2549 เน้นย้ำถึงอันตรายที่เหตุรุนแรงในอิสราเอลและฉนวนกาซาจะแพร่กระจายไปในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม กองพลน้อยอัล กอสซาม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มติดอาวุธฮามาส ทำการแล้วทำการยิงจรวด 20 ลูกจากเลบานอนเข้าใส่นิคม 2 แห่งของอิสราเอล ขณะที่กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ก็ได้ยิงขีปนาวุธใส่ค่ายทหารของอิสราเอลในเมืองฮานีตา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต
อิสราเอลระบุว่าได้โจมตีกลับไปยังเลบานอนเพื่อตอบโต้การดำเนินการดังกล่าว ขณะที่กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติบอกด้วยว่า สำนักงานใหญ่ของพวกเขาทางตอนใต้ของเลบานอนถูกโจมตีด้วยจรวด
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐหลายคนออกมาเตือนว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาสอาจรุนแรงขึ้น แต่ขณะเดียวกันสหรัฐก็ยังส่งเรือรบลำที่ 2 มุ่งหน้าเข้าไปเสริมกำลังในพื้นที่ดังกล่าว

นายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐให้เหตุผลว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นสัญญาณที่แสดงความตั้งใจของสหรัฐ ที่จะยับยั้งผู้มีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐที่พยายามจะขยายสงครามครั้งนี้ออกไป
เจ้าหน้าที่สหรัฐที่บรรยายสรุปสถานการณ์ดังกล่าวระบุว่า อิหร่านคือปัญหาหลักที่มีความสำคัญ การมีอยู่ของทหารสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินที่มาพร้อมกับเรือรบและเครื่องบินโจมตีเป็นความพยายามของสหรัฐที่จะทำทุกวิถีทาง ในการที่จะหยุดยั้งไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นความขัดแย้งในภูมิภาค
ขณะที่นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า สหรัฐกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดสรรแพคเกจอาวุธใหม่สำหรับการช่วยเหลืออิสราเอลและยูเครนที่จะสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ วางแผนที่จะหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับแผนดังกล่าวกับสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้


