สื่อไทยเยือนกัมพูชา เจาะลึกการทำงาน ส่งเสริมความเข้าใจสองชาติ
ประเทศกัมพูชาถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีความคล้ายคลึงกับไทยหลายด้าน รวมถึงเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจในแง่มุมต่างๆ อยู่ไม่น้อย เมื่อเร็วๆ นี้ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ และมูลนิธิไทย ได้จัดโครงการศึกษาดูงานราชอาณาจักรกัมพูชาสำหรับสื่อมวลชนไทย โดยมีตัวแทนจากสื่อหลายสำนักเข้าร่วมด้วย

นายเชิดเกียรติ อัตถากร เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กล่าวขอบคุณสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติเพราะเป็นความริเริ่มของทางสภาที่อยากให้สื่อทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกัน หลังมีคณะสื่อมวลชนกัมพูชาเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศไทยมาก่อนหน้านี้ ครั้งนี้จึงเป็นคิวของคณะสื่อมวลชนไทยที่จะมาศึกษาดูงานที่กัมพูชาบ้าง เราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการให้สื่อของสองประเทศมีความเข้าใจกัน และอยากให้สื่อมวลชนไทยเห็นว่าประเทศกัมพูชาแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างไทยและกัมพูชามีการขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี แต่ความเข้าใจทางสังคมต้องยอมรับว่ายังคงมีตะกอนอยู่ ไม่ว่าจะด้วยความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์หรือความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม เพราะฉนั้นจะทำอย่างไรให้มันมีความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น และคนที่จะช่วยทำให้ผู้คนเข้าใจกันได้มากขึ้นก็คือสื่อนี่แหละ
คณะของสภาฯ เป็นคณะผู้แทนต่างประเทศชุดแรกที่ได้เข้าหารือกับ นายเนตร พักตรา รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารของกัมพูชาคนใหม่ ที่ตัวเขาเองก็เคยเป็นนักข่าวมานานถึง 10 ปีด้วย ทำให้มีความเข้าใจถึงทำงานด้านสื่อในประเทศเป็นอย่างดี ซึ่งได้บอกถึงวิสัยทัศน์ของกระทรวงข่าวสารคือการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของข้อมูลข่าวสาร ทั้งในด้านการที่ผู้อ่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสาร คุณภาพของเนื้อหาข่าว และการจัดการกับข่าวปลอม เพราะนับตั้งแต่ที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น และกลายเป็นแหล่งข้อมูลหลักให้กับประชาชน ข่าวปลอมก็ถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วและมากขึ้นเช่นกัน นายเนตรเน้นย้ำว่าทั้งไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องมีการจัดการในประเด็นนี้เพราะมันอาจทำลายเสถียรภาพทางความมั่นคงและความร่วมมืออันดีของทั้งสองประเทศได้ รวมถึงลดโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันที่เกิดจากข่าวปลอม
นายเนตรยังกล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อในประเทศว่า กัมพูชามีนักข่าวจำนวนมาก แต่ผู้ที่เรียนมาทางด้านนี้โดยตรงมีน้อย ส่วนใหญ่ยังหันไปทำอาชีพอื่นและเลือกที่จะไม่เป็นนักข่าว ทำให้การเรียนรู้ในการทำงานด้านข่าวเป็นการเรียนแบบต่อๆ กันมา จึงอาจทำให้เกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพของการทำข่าวได้
นายเนตรหวังว่าไทยและกัมพูชาจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของสื่อมวลชน รวมถึงการแก้ปัญหาข่าวปลอม และขอให้พรมแดนของทั้งสองประเทศมีแต่ความสงบและการพัฒนาต่อไป

ท่านทูตเชิดเกียรติพร้อมด้วยคณะยังเข้าหารือกับ นายอาน สกเคือน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ซึ่งได้เน้นย้ำว่าจรรยาบรรณของสื่อเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รัฐบาลของกัมพูชาสนับสนุนการทำข่าวอย่างเป็นมืออาชีพที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือบิดเบือนข้อมูล ส่วนในเรื่องภูมิทัศน์สื่อในกัมพูชา นายอานได้ให้คำนิยามไว้ว่า เปิดกว้างและมีเสรีภาพในการทำงาน หนึ่งในเครื่องพิสูจน์คือการที่กัมพูชามีการขยายตัวขององค์กรสื่อเป็นจำนวนมากที่ดำเนินงานได้อย่างอิสระ รวมถึงมีสำนักข่าวสายวิพากษ์วิจารณ์และสำนักข่าวต่างประเทศมาเปิดหลายแห่งอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลกัมพูชายังพยายามที่จะขยายการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตให้มากขึ้นเพราะปัจจุบันนี้ประชาชนหันมาใช้สื่อออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแสดงความคิดมากขึ้น ซึ่งค่าอินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยที่กัมพูชามีราคาถูกมากที่ราว 4 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือเพียง 145 บาทเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข่าวสารได้มากขึ้นด้วย
ทั้งสองฝ่ายยังได้ยกประเด็นการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ของไทย และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกัมพูชา เมื่อเร็วๆ นี้ที่มีการพูดถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนสู่ประชาชน และความเข้าใจผิดในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมร่วมระหว่างสองประเทศ ทำให้ท่านทูตเชิดเกียรติเสนอให้มีการสร้างความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่มากขึ้น เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่จะสามารถรับมือกับความขัดแย้งในเรื่องประเพณี วัฒนธรรมร่วม และเพื่อไม่ทำให้เรื่องดังกล่าวมาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศลงได้ ซึ่งนายอานตอบรับเป็นอย่างดี

หากจะสะท้อนภาพการทำงานด้านข่าวในประเทศกัมพูชาได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการไปเยี่ยมชมกองบรรณาธิการสำนักข่าว ซึ่งปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศกัมพูชาที่ก่อตั้งในปี 1968 และเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ภาษากัมพูชาแห่งสุดท้ายที่ยังคงตีพิมพ์ออกวางจำหน่ายรายวัน นายทอง สุวรรณรังสี ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ ให้ข้อมูลว่าขณะนี้หนังสือพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากไปเป็นการทำข่าวในแพลตฟอร์มมัลติมีเดียไม่ต่างจากสำนักข่าวอื่นๆ ในไทย และรับว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขยายตัวของโซเชียลมีเดีย และจากยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังจะพยายามผลิตหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายต่อไปให้ได้นานที่สุด เพราะเชื่อว่าการเลิกผลิตหนังสือพิมพ์จะส่งผลกระทบต่อการทำข่าวออนไลน์ โดยมีกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายหนังสือพิมพ์ที่น่าสนใจ คือข่าวที่ลงในแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีเนื้อหาที่สั้นกว่าที่ลงในหนังสือพิมพ์ เพื่อดึงดูดให้ผู้คนหันมาซื้อหนังสือพิมพ์มากขึ้นเพื่ออ่านเนื้อหาในรูปแบบเต็ม
หนึ่งในนโยบายของเกาะสันติภาพในขณะนี้คือมุ่งเน้นไปที่การผลิตสื่อในรูปแบบวิดีโอ เพราะประชาชนมีแนวโน้มที่จะหันไปให้ความสนใจไปที่การรับข่าวสารในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น การทำข่าวในรูปแบบวิดีโอเรียกยอดผู้ชมได้มากถึง 1 – 2 ล้านครั้งในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง จึงถือเป็นแหล่งรายได้หลักของหนังสือพิมพ์ในขณะนี้ ซึ่งจะมีการขยายเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกเรื่อง เพื่อสามารถเข้าถึงผู้ชมทุกประเภทให้ได้มากที่สุดด้วยปณิธานที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับชาวกัมพูชา ส่วนคำถามที่ว่าสภาพการทำงานของสื่อภายใต้รัฐบาลของนายฮุน มาเนตเป็นอย่างไร นายทองกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่าหากนักข่าวหรือสำนักข่าวสามารถเขียนข่าวได้อย่างเป็นมืออาชีพก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาอะไรตามมา สิ่งสำคัญคือเวลาเขียนข่าวในแง่ลบไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามก็ควรจะมีหลักฐานมาสนับสนุนด้วย ดังนั้นตนจึงไม่คิดว่าการทำงานข่าวในประเทศกัมพูชาจะมีปัญหาอะไร หากนักข่าวคนนั้นมีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน
ท้ายที่สุด นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติกล่าวว่า ผลจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจมาก เพราะผู้ร่วมคณะมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของประเทศกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประชนชนต่อประชาชน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนไทยและกัมพูชา ที่ทางคณะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการทำงานกับสมาคมนักข่าวกัมพูชาด้วย เชื่อว่าการที่สื่อไทยมีความเข้าใจในประเทศกัมพูชามากขึ้นก็จะทำให้สาธารณชนไทยมีความเข้าใจในกัมพูชามากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน และจะช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้นไปอีก

