บัวแก้วยัน ตัวเลขตัวประกันไทยยังอยู่ที่ 18 คน อพยพกลับประเทศแล้ว 23 เที่ยวบิน
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวแจ้งความคืบหน้าในเรื่องผลกระทบต่อแรงงานไทยจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงเรื่องชาวไทยที่ถูกล่อลวงไปทำงานที่เมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา
นางกาญจนากล่าวว่า เรื่องสถานการณ์ในประเทศอิสราเอลนั้น ทราบมาว่าวันนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านทางออนไลน์ เพื่อพูดคุยกับเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานที่ประเทศอิสราเอล รวมถึงจะได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่น้องแรงงานไทยที่กำลังพักอยู่ที่ศูนย์พักพิงด้วย จึงขอเน้นย้ำว่าสถานการณ์ในประเทศอิสราเอลเป็นเรื่องที่ทางการไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
ส่วนในเรื่องผลกระทบต่อคนไทยในอิสราเอล นางกาญจนาได้แจ้งว่า ตอนนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวไทยอย่างเป็นทางการยังอยู่ที่ 33 ราย มีผู้บาดเจ็บ 18 รายเท่าเดิม โดยในจำนวนนี้อยู่ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล 5 ราย และตัวเลขผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันยังอยู่ที่ 18 รายเท่าเดิม ส่วนในเรื่องที่มีข่าวในสื่อต่างประเทศที่รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวข้อมูลจากทางการอิสราเอลว่าตัวเลขคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันมีจำนวน 54 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ติดต่อกับทางการอิสราเอลและเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขณะที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟก็ได้ประสานไปยังกระทรวงต่างประเทศของอิสราเอล โดยได้ข้อมูลว่าทางการอิสราเอลยังไม่ทราบแหล่งที่มาของตัวเลขดังกล่าว จึงขอยืนยันตัวเลขผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันว่ายังอยู่ที่ 18 รายเท่าเดิม ทางเราก็หวังว่าตัวเลขดังกล่าวจะไม่เพิ่มขึ้นจากนี้ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศจะทำการติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนในภารกิจอพยพชาวไทยกลับประเทศนั้น นางกาญจนาเผยว่า ตอนนี้ได้มีการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยแล้ว 2 ครั้งรวมเป็น 15 ราย มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับผู้ล่วงลับโดยมีผู้แทนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปร่วมพิธีศพของพี่น้องแรงงานไทยตามจังหวัดต่างๆ แล้ว จนถึงวันนี้มีเที่ยวบินที่อพยพชาวไทยกลับประเทศแล้วจำนวน 23 เที่ยวบิน และมีผู้ได้รับการช่วยเหลือผ่านทางสถานทูตรวมแล้ว 4,771 ราย ส่วนผู้ที่เดินทางกลับมาเองด้วยเที่ยวบินพาณิชย์นั้น ทางรัฐบาลก็ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าสามารถนำหลักฐานการเดินทาง ใบเสร็จ ตั๋วเครื่องบินมาเบิกค่าใช้จ่ายได้ โดยติดต่อได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด และทางกระทรวงแรงงาน
ส่วนประเด็นที่มีนักศึกษาไทยในประเทศอิสราเอลที่ไปศึกษาที่สถาบัน AICAT ขณะนี้มีนิสิตเดินทางกลับประเทศแล้วจำนวน 40 คน ขณะที่อีก 75 คนยังไม่ประสงค์ที่จะเดินทางกลับ ส่วนชาวไทยคนใดที่ยังรอค่าแรงหรือยังไม่พร้อมที่จะเดินทางกลับจากอิสราเอลนั้น ทางรัฐบาลไทยก็ได้พยายามเรียกร้องว่าขอให้แน่ใจว่าพวกเขายังปลอดภัยหรือให้กลับมาตั้งหลักที่ประเทศไทยก่อน และสามารถมาที่ศูนย์พักพิงของทางสถานทูตที่ประเทศอิสราเอลได้เพราะเจ้าหน้าที่ของศูนย์พักพิงพร้อมให้การดูแลพี่น้องชาวไทยทุกคน
ส่วนในเรื่องการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกล่อลวงไปทำงานที่เมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ดังที่มีข่าวออกมาเป็นระยะๆ และมีการช่วยเหลือกลับประเทศมาเป็นระยะแล้วนั้น ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ได้ประสานงานในเรื่องนี้กับผู้ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม ได้มีการพบหารือกับหน่วยงานต่างๆ ของฝ่ายเมียนมา รวมถึงปลัดกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและประชาชนเมียนมาไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ตัวเลขผู้ที่ถูกล่อลวงไปทำงานในเมืองเล้าก์ก่ายที่สามารถรวบรวมได้ในตอนนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 219 คน ส่วนตัวเลขคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของทางการเมียนมาแล้วมีจำนวน 153 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการดูแลจากทางการเมียนมาในค่ายทหารจำนวน 120 คน มีผู้ที่อยู่ในโรงแรมที่พักเพื่อรอทางการเมียนมามารับกลับจำนวน 22 คน อยู่ที่สถานีตำรวจ 11 คน และมีผู้ที่ยังตรวจสอบสถานะไม่ได้ 71 คน

