วิเทศวิถี: ภารกิจช่วยคนไทยในอิสราเอล
นับจนถึงวันนี้ก็เข้าสู่วันที่ 24 หลังการบุกโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาส ซึ่งทำให้เกิดการโจมตีตอบโต้กลับอย่างหนักจากอิสราเอล ตามด้วยการรุกหนักมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ระบบการสื่อสารและสัญญานอินเตอร์เน็ตทั้งหมดในฉนวนกาซาถูกตัดขาด จนไม่อาจทราบชะตากรรมของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ก่อนที่ระบบจะถูกซ่อมแซมและพอจะใช้งานได้อีกครั้งแต่ยังไม่เต็มที่ในอีกวันถัดมา นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศว่ากำลังเข้าสู่สงครามระยะที่ 2 คือปฏิบัติการภาคพื้นดิน เพื่อกวาดล้างกลุ่มฮามาสให้ไม่เหลือซาก นี่คือสงครามที่แท้จริงซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่า มันจะลุกลามปานปลายขยายตัวออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงหรือไม่
และหากนับตั้งแต่เกิดเหตุสะเทือนขวัญดังกล่าวขึ้นจนถึงขณะนี้ ไทยกลายเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียมากเป็นอันดับแรกๆ ของโลกนอกเหนือจากอิสราเอล เนื่องเพราะมีแรงงานไทยมากถึง 28,000 คนได้เข้าไปทำงานในภาคการเกษตรของอิสราเอล ที่ถือเป็นตลาดแรงงานลำดับต้นๆ ของแรงงานไทยในปัจจุบัน ค่าที่ได้รับผลตอบแทนดีและมีการดูแลจากนายจ้างหากได้รับผลกระทบจากการสู้รบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่า “การสู้รบ” ในอดีตนั้น ไม่อาจเทียบได้กับภาพที่คนทั้งโลกได้เห็นในเพลานี้ ที่เหมือนการเปิดกล่องแพนดอร่า ปลดปล่อยหายนะตามตำนานกรีกออกมาให้เราได้เห็นกันตรงหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดมันจะยุติ หรืออาจเป็นเพียงการเริ่มต้นของหายนะภัยที่ยิ่งใหญ่กว่าและยากจะจบลงในเร็ววัน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม กระทรวงการต่างประเทศถึงกับออกประกาศเตือนและเรียกร้องให้คนไทยเดินทางกลับประเทศโดยเร็วที่สุด เพราะปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอลในฉนวนกาซาทำให้หวั่นเกรงว่าน่าจะนำไปสู่การสู้รบที่รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของชาวไทยในอิสราเอล ทั้งมีความเป็นไปได้ที่การสู้รบขยายวงกว้างอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางในอิสราเอลเอง รวมถึงต่อการอพยพคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ ร้อมกับเรียกร้อให้เดินทางกลับประเทศโดยเร็วที่สุด ถึงกับขอให้ญาติในไทยช่วยหว่านล้อมให้แรงงานไทยที่ยังตัดสินใจอยู่ในอิสราเอลเปลี่ยนใจและเดินทางกลับบ้านโดยเร็วที่สุดอีกด้วย

แค่ดูจากเนื้อหาในประกาศดังกล่าวที่มีการนำไปเผยแพร่ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียทั้งของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปจนถึงศูนย์ช่วยเหลือแรงงานของกระทรวงแรงงานแล้ว ก็ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความร้อนใจและความรุนแรงของสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาและเกินควบคุมซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตามมา
นับจนถึงขณะนี้ ตัวเลขของพี่น้องแรงงานไทยที่มาลงทะเบียนแสดงความจำนงที่จะอพยพกลับกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ อยู่ที่ราวเกือบ 8,500 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างนิ่งมาหลายวันแล้ว ในบรรดาแรงงานไทยทั้งหมด ราว 5,000 คนอยู่ใกล้กับฉนวนกาซา และอีก 2,000 คนอยู่ติดกับเลบานอนที่กลายเป็นสถานที่สู้รบไปแล้วเช่นกัน ขณะที่กระบวนการในการอพยพคนไทยกลับประเทศก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกวัน โดยมีเที่ยวบินอพยพแล้วรวม 36 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือ 6,448 คน สำหรับผู้ที่เดินทางกลับมาเองด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ ทางรัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าสามารถนำหลักฐานการเดินทาง ใบเสร็จ ตั๋วเครื่องบินมาเบิกค่าใช้จ่ายได้ โดยให้ติดต่อได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด และยังมีผู้ที่ยื่นขอเดินทางกลับไปทำงานที่อิสราเอลแล้ว 1,189 คน

ตัวเลขแรงงานไทยที่ยังคงทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมีอยู่ราว 100 คน ประเด็นสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมออกมาคือยังรอค่าแรงจากนายจ้างที่แว่วว่าจะจ่ายกันในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ นายจ้างบางคนยังเพิ่มเงินให้แรงงานถึง 20,000 บาทเพื่อดึงตัวพวกเขาให้ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ฝ่ายนายจ้างจะทำเช่นนี้ เพราะอิสราเอลยังต้องการแรงงานยิ่งเมื่อสถานการณ์รุนแรง แรงงานก็ยิ่งหายาก แต่แรงงานทุกคนก็ควรต้องตระหนักว่า เงินแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิต ที่หากสูญเสียไปแล้วคงไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ และไม่ว่าจะได้เงินแค่ไหนก็ไม่คุ้มค่ากับลมหายใจที่ปลิดปลิวไปอย่างแน่นอน
ที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตไทยในเทลอาวีฟ นำโดย ท่านทูตพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำอิสราเอล และทีมงานที่ถูกส่งไปสมทบจากกระทรวงการต่างประเทศ 15 คน และกระทรวงแรงงาน 10 คน ที่ต้องทำงานกับแบบแทบจะไม่ได้พัก หรือได้พักกันน้อยมากมาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ทุกคนทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ขณะเดียวกันก็เสี่ยงชีวิตของพวกเขากับภารกิจในครั้งนี้ด้วย
แว่วมาว่าเมื่อการโจมตีตอบโต้กันรุนแรงมากขึ้น ไม่กี่วันก่อนมีจรวดตกห่างจากโรงแรมเดวิดอินเตอร์คอนติเนนตัล ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์พักพิงสำหรับแรงงานไทยที่จะเดินทางกลับบ้าน และเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ไทยทั้งหมดหลายสิบชีวิตเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงเสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวใกล้ตัว ระหว่างปฏิบัติภารกิจอพยพคนไทยก็ต้องจอดรถลงไปนอนหลบบนพื้นถนน หรือแม้แต่เข้าไปหลบในที่หลบภัยใกล้เคียง สถานการณ์เช่นนี้น่าจะหนักหนาขึ้นไปตามสภาพการณ์สู้รบในพื้นที่ และชีวิตของพวกเขาก็ไม่ควรต้องเสี่ยงภัยถึงเพียงนั้น หากแรงงานไทยที่อยู่ในพื้นที่เดินทางกลับบ้านตามที่รัฐบาลวอนขอ

ท่านทูตพรรณนภาให้สัมภาษณ์กับเยรูซาเลมโพสต์ สื่ออิสราเอลถึงการอพยพคนไทยกลับบ้านชื่นชมทีมงานทุกคนว่าทำงานกันอย่างน่าทึ่ง เพื่อจัดการให้บรรลุเป้าหมายในการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องคนไทย และทีมงานทุกคนจะต้องทำงานกันต่อไปเพราะไม่ทราบว่าสงครามจะยืดเยื้อไปนานแค่ไหน แต่หากสถานการณ์ย่ำแย่ลงไปกว่านี้ ท่านทูตคือคนสุดท้ายที่จะเดินทางออกจากอิสราเอล ย้ำถึงความตั้งใจที่จะดูแลคนไทยทุกคนจนถึงวินาทีสุดท้าย
แน่นอนว่าความตั้งใจของรัฐบาลคือการช่วยเหลือแรงงานไทยทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันเราไม่ควรที่จะปล่อยให้การอพยพคนไทยดำเนินต่อไปโดยไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนได้เช่นกัน เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกันมานานก็ย่อมอ่อนล้า การระบุกรอบเวลาให้ชัดเจนน่าจะช่วยให้แรงงานไทยที่ยังลังเลตัดสินใจได้ หลังจากนั้นหากแรงงานไทยที่ต้องการกลับบ้านก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินของเที่ยวบินพาณิชย์ และให้นำมาเบิกจ่ายกับภาครัฐได้ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน
สงครามไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ณ ขณะนี้โอกาสที่สงครามจะบานปลายไปยังภูมิภาคไม่ใช่เรื่องที่จะดูเบาได้ ภายใต้ภารกิจอพยพแรงงานไทย ไม่ว่าชีวิตของพวกเขา เจ้าหน้าที่ทางการไทย ตลอดจนนักการทูตไทย ก็ควรได้รับการดูแลไม่ต่างกันมิใช่หรือ

