ปานปรีย์ให้กำลังใจ 9 นักการทูตชุดแรก กลับจากช่วยอพยพคนไทยในอิสราเอล ยืนยันพร้อมกลับไปหากจำเป็น
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศชุดแรกจำนวน 9 คน ที่เดินทางกลับจากปฏิบัติหน้าที่ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ในการช่วยเหลือประสานงานเพื่อส่งแรงงานไทยกลับบ้านในสถานการณ์ความไม่สงบจากการต่อสู้ระหว่างอิสราเอล-ฮามาส
นายปานปรีย์กล่าวขอบคุณข้าราชการทั้ง 9 คน เพราะนอกเหนือจากการรับฟังข้อมูลจากเอกอัครราชทูตแล้ว ก็จะได้รับฟังข้อมูลจากผู้ที่ได้ไปสัมผัสจริง ตนจึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่ทำหน้าที่ครั้งนี้ แม้เป็นหน้าที่ที่ทำงานในหน้าที่อยู่แล้ว แต่ก็ถือว่าทำมากกว่าที่ทำปกติและไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
“ผมต้องขอขอบคุณทุกคนทั้งในนามของผมเอง และในนามของข้าราชการผู้ใหญ่ของกระทรวง ที่ทั้งหมดได้อาสาสมัครและเดินทางไปยังอิสราเอล เพื่อมีส่วนช่วยในการนำคนไทยกลับประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าได้ตามเป้าที่เราตั้งใจ ขณะนี้ทราบว่าไม่มีคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับมานอกจากคนที่กลับมาแล้ว จึงต้องขอขอบคุณและชื่นชมอีกครั้ง” นายปานปรีย์กล่าว

นายพงศธร จุฑาสมิต ผอ.กองรับรอง กรมพิธีการทูต หนึ่งในข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศกลุ่มแรกที่เดินทางกลับมา ได้เล่าถึงการทำงานที่ศูนย์อพยพในกรุงเทลอาวีฟว่า มีเจ้าหน้าจากกระทรวงการต่างประเทศที่เดินทางจากไทยทั้งหมด 14 คน โดยมีการเดินทางกลับมาชุดแรก 9 คน ทุกคนปลอดภัยและแข็งแรงดี
นายพงศธรกล่าวว่า ศูนย์อพยพตั้งอยู่ที่โรงแรมเดวิด อินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นพื้นที่ปลอดภัย การทำงานจะเป็นการติดต่อประสานงานอิสราเอลในการนำตัวแรงงานไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยมาที่ศูนย์อพยพ รวมถึงเรียกรถสาธารณะนำแรงงานไทยมาส่งยังศูนย์พักพิงและสนามบิน เพราะบางพื้นที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปได้ ทำได้เพียงส่งน้ำและอาหารเข้าไป ซึ่งเป็นการทำงาน 24 ชั่วโมง สลับกันพักคนละ 3-4 ชั่วโมง
นายพงศธรกล่าวว่า ในช่วงแรกมีความยากลำบากในการส่งแรงงานยังสนามบิน ซึ่งจะได้เที่ยวบินหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไปถึงตี 5 แต่โชคดีว่ากลางคืนไม่มีการสู้รบ โดยมีการสู้รบในช่วงกลางวัน ขณะนี้ยังเหลือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ช่วยงานสถานทูตอีก 5 คน เพื่อรองรับภารกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากมีการปล่อยตัวประกันออกมา

นายพงศธรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันเหลือคนไทยในอิสราเอลอีกกว่า 20,000 คน ถ้ามีสถานการณ์ก็พร้อมส่งเจ้าหน้าที่กลับไปสนับสนุนทันที ขณะนี้แม้จะมีการปิดศูนย์พักพิง แต่สถานทูตยังเปิดทำการตามปกติ ซึ่งสะดวกในการติดต่อสื่อสาร และมีพื้นที่รองรับแรงงานไทย รวมถึงมีสำนักงานแรงงานในการดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของแรงงานไทยในอิสราเอลด้วย
ด้านนายศุภโชค เย็นทรวง นักการทูตชำนาญการที่ปรึกษา กล่าวว่า เคยประจำการในกรุงเทลอาวีฟมากว่าสิบปี แต่สถานการณ์ขณะนั้นมีแค่กราดยิง แต่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดความเสียหายมากที่สุดในรอบ 50 ปี
ขณะที่นายนรเศรษฐ์ ศรียมก นักการทูตปฏิบัติการ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งเป็นน้องใหม่รับราชการได้เพียง 2 ปี และเป็นการออกปฏิบัติงานครั้งแรกท่ามกลางสถานการณ์สู้รบ กล่าวว่า ภูมิใจและดีใจที่ได้ช่วยแรงงานไทยกลับบ้าน โดยเฉพาะเวลาที่เห็นแรงงานไทยขึ้นเครื่องบินเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย มีความสุขมากที่แรงงานเหล่านั้นส่งรูปทางไลน์กลับมา และถ้าหากมีความจำเป็นจะต้องเดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่อิสราเอลอีกก็พร้อมเดินทาง เพราะเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในการทำงานทั่วไป


